ไวรัสตับอักเสบ B

ไวรัสตับอักเสบ บี (Hepatitis B)

     คือโรคที่มีการติดเชื้อของตับ ซึ่งมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี (HBV) การติดเชื้อนี้อาจนำไปสู่โรคร้ายที่เป็นอันตรายต่อตับและชีวิตได้ เช่น ตับวาย ตับแข็ง และมะเร็งตับ โดยการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี สามารถติดต่อกันได้ผ่านทางสารคัดหลั่งที่มาจากร่างกาย เช่น ติดต่อได้ทางเลือด (การรับเลือดและผลิตภัณฑ์ของเลือด) ติดต่อผ่านเข็มฉีดยา การฝังเข็ม หรืออุปกรณ์ที่มีเชื้อปนเปื้อน หรือติดต่อได้จากการมีเพศสัมพันธ์ทางสารคัดหลั่ง

     ในปัจจุบันพบว่ามีผู้ป่วยที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี ทั่วโลกประมาณ 350-400 ล้านคน ส่วนในประเทศไทยก็มีการแพร่ระบาดของไวรัสตับอักเสบ บี สูงประมาณร้อยละ 6-10 ของประชากรทั้งหมด คิดเป็นจำนวนประชากร 6-7 ล้านคน โดยการรับเชื้อส่วนใหญ่จะมาจากมารดาเป็นพาหะติดต่อสู่ทารกในตอนคลอด

อาการของโรคไวรัสตับอักเสบ บี

     ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะพบว่ามีอาการของโรคไวรัสตับอักเสบ บี เกิดขึ้นในช่วงประมาณ 1-3 เดือนแรกหลังจากที่ได้รับเชื้อ และส่วนใหญ่ร้อยละ 90-95 ก็สามารถหายเป็นปกติจากการที่ร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้น ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการติดเชื้อได้อีกในอนาคต ส่วนรายที่ไม่สามารถหายเองได้ร้อยละ 5-10 ส่วนใหญ่แล้วจะไม่พบว่ามีอาการแสดง ซึ่งผู้ป่วยที่ไม่มีอาการแสดงสามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้

     อาการที่เกิดขึ้นในผู้ใหญ่ตามที่ได้กล่าวไป จะเริ่มเกิดขึ้นในช่วง 1-3 เดือนแรก ซึ่งในระยะนี้จะเรียกว่าระยะเฉียบพลัน โดยในระยะนี้จะยังไม่ค่อยพบว่ามีอาการที่รุนแรงน่ากังวลมากนัก แต่หากการติดเชื้อดำเนินต่อไปเป็นเวลา 6 เดือนขึ้นไป ซึ่งก็คือระยะเรื้อรัง ตับอักเสบเฉียบพลันกับเรื้อรังใช้เวลาตัดกันที่ 6 เดือน โดยระยะเรื้อรังอาจพบภาวะแทรกซ้อน เช่น ตับแข็งและมะเร็งตับ ซึ่งอาการก็จะแตกต่างกันออกไป

     ทั้งระยะเฉียบพลันและระยะเรื้อรังสามารถพบอาการได้ตั้งแต่เป็นน้อยจนเป็นรุนแรง โดยจะขึ้นอยู่กับระดับการอักเสบของตับ

สาเหตุของโรคไวรัสตับอักเสบ บี

     การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี มีสาเหตุมาจากไวรัสตับอักเสบบี (HBV) เชื้อไวรัสชนิดนี้จะติดต่อผ่านคนสู่คน โดยติดเชื้อผ่านสารคัดหลั่งในร่างกาย เช่น เลือด น้ำอสุจิ หรือของเหลวอื่น ๆ ในร่างกาย หากผู้ที่ได้รับเชื้อมาไม่มีภูมิต้านทานไวรัสตับอักเสบ บี ก็จะทำให้เกิดการติดเชื้อ

การวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบ บี

    การวินิจฉัยในเบื้องต้นสามารถทำเองได้โดยการสังเกตอาการที่เกิดขึ้น เช่น ปวดท้อง มีไข้ คลื่นไส้อาเจียน ตัวเหลืองตาเหลือง ซึ่งหากผู้ป่วยพบว่าตัวเองมีโอกาส มีความเสี่ยง หรือพบว่ามีอาการของไวรัสตับอักเสบ บี ให้ไปพบแพทย์ ซึ่งแพทย์จะทำการวินิจฉัยด้วยการตรวจเลือดและอาจนำเอาตัวอย่างชิ้นเนื้อตับไปตรวจ

การรักษาโรคไวรัสตับอักเสบ บี

     การรักษาโรคสามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ ระยะเฉียบพลันและระยะเรื้อรัง เมื่อมีการวินิจฉัยแล้วว่าผู้ป่วยเป็นไวรัสตับอักเสบ บี ระยะเฉียบพลัน ซึ่งสามารถหายได้เอง แพทย์จะแนะนำการปฏิบัติตัว เช่น การพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีโภชนาการสูง และดื่มน้ำในปริมาณมาก ๆ เพราะร่างกายกำลังต่อสู้ในการกำจัดเชื้อไวรัสชนิดนี้อยู่

     หากได้รับการวินิจฉัยแล้วว่าเป็นโรคไวรัสตับอักเสบ บี ระยะเรื้อรัง ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพื่อลดความเสี่ยงที่ทำให้เป็นโรคตับที่รุนแรง และป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น โดยการรักษานั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของผู้ป่วย ใช้การรักษาด้วยยาต้านเชื้อไวรัส ยาอินเตอร์เฟอรอน หรือการผ่าตัดเปลี่ยนตับ เป็นต้น

ภาวะแทรกซ้อนของโรคไวรัสตับอักเสบ บี
     ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงของโรคไวรัสตับอีกเสบ บี จะเกิดในระยะเรื้อรัง ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคที่ร้ายแรงขึ้นได้ เช่น โรคตับแข็ง ตับวาย และมะเร็งตับ ซึ่งโรคเหล่านี้เกิดจากการที่เซลล์ตับค่อย ๆ ถูกทำลายลงไป หรือจนตับไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ จนอาจต้องทำการเปลี่ยนตับหรือปลูกถ่ายตับใหม่

การป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ บี

     การป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี สามารถทำได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกัน โดยควรฉีดตั้งแต่ในวัยเด็กแรกเกิด แต่ในเด็กโตและในผู้ใหญ่ก็สามารถฉีดวัคซีนได้แต่มีความจำเป็นน้อย เพราะส่วนใหญ่จะมีภูมิต้านทานการติดเชื้ออยู่แล้ว ซึ่งสามารถทราบได้จากการตรวจเลือดว่าควรหรือไม่ควรรับวัคซีน นอกจากนั้น เรายังสามารถป้องกันและระมัดระวังด้วยตัวเองได้ เช่น การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ไม่กังวลหรือเครียดจนเกินไป สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ หรือหากต้องการเจาะหูหรือสักลาย ควรเลือกร้านที่น่าเชื่อถือถูกหลักอนามัย

ขอขอบคุณที่มา จาก https://www.pobpad.com/ไวรัสตับอักเสบ-บี