เอดส์ โรคติดเชื้อ HIV,AIDS
ประเทศไทยมีการติดเชื้อ HIV เป็นจำนวนมากแม้ว่าเวลาผ่านไปนานพอสมควรก็ยังพบผู้ป่วยที่ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา
เป็นการสมควรที่ทุกคนจะเรียนรู้ถึงโรคและการป้องกัน หากท่านมีผลเลือดบวกแสดงว่าท่านได้รับเชื้อ
HIV จากการร่วมเพศกับผู้ที่ติดเชื้อโดยที่ไม่ได้ป้องกัน หรืออาจจะเกิดจากการฉีดยาเสพติด
HIV และ AIDS ต่างกันอย่างไร
เชื้อ Human Immunodeficiency Virus(hiv)
เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเอดส์ เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายเชื้อจะแบ่งตัวอย่างมากและมีการเกิดโรคที่อวัยวะต่างๆ
เช่นสมอง หัวใจ ไตและที่สำคัญคือจะทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันนี้จะทำหน้าที่สร้างถูมิเพื่อต่อต้านการติดเชื้อและมะเร็งบางชนิด
ในการสร้างภูมิจะต้องอาศัยเซลล์หลายชนิดที่สำคัญได้แก่เซลล์ CD4+ lymphocytes
ซึ่งเป็นเซลล์ที่เชื้อ HIV ชอบ เมื่อเซลล์ CD4+ lymphocytes ถูกทำลายโดยเชื้อมากจะทำให้ภูมิของร่างกายอ่อนแอ
ดังนั้นปัญหาที่สำคัญของคนติดเชื้อ HIV คือปัญหาของโรคที่เกิดจาดภูมิที่อ่อนแอลงเช่นโรคติดเชื้อฉวยโอกาส
opportunistic
infections เช่นโรคปอดบวมและโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และมะเร็งบางชนิด
ปัจจุบันพบเชื้อ HIV มี2 ชนิดคือ
- < HIV-1
เป็นชนิดที่แพร่ระบาดทั่วโลก
- < HIV-2
พบที่แถบประเทศ Africa
- < HIV-1มี
sub-types หลายชนิด
HIV disease คือผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อHIV
และยังไม่เกิดอาการจากเชื้อฉวยโอกาสและมีจำนวนเซลล์ CD4+ lymphocytes
มากกว่า 200 cells/mm3(ปกติมากกว่า 100 cell/mm)โดยทั่วไปไม่มีอาการเป็นเวลา
5-10 ปีแม้ว่าจะไม่มีอาการเชื้อก็แบ่งตัวและทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและเมื่อภูมิถูกทำลายมากจนกระทั่งเกิดโรคที่เกิดจากภูมิบกพร่อง
Acquired Immunodeficiency Syndrome
หรือโรคเอดส์ คือผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อ HIV และโรคได้ลุกลามจนภูมิคุ้นกันบกพร่อง
และอาจจะทำให้เกิดโรคฉวยโอกาสและมะเร็ง ตามองค์การควบคุมโรคติดเชื้อของอเมริกาหมายถึง
- < โรคติดเชื้อบางชนิดเช่น
Pneumocystis carinii pneumonia (PCP), and cryptococcal meningitis
- < มะเร็งบางชนิดเช่น
cervical cancer, Kaposis sarcoma, และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ระบบประสาท(
central
nervous system lymphoma )
- < CD4+
count น้อยกว่า 200 cells/mm3(ค่าปกติ 600-1000) หรือ 14 percent of
lymphocytes
AIDS ทำลายร่างกายอย่างไร
- < ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำให้มีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาสและมะเร็ง
- < สมองถูกทำลายทำให้สมองเสื่อมและความจำเสื่อม
- < ทำให้หัวใจวายมีอาการเหนื่อยง่าย
บวมเท้าและท้อง
- < ทำให้ไตวาย
- < ไม่สามารถทำงานประจำวันได้เช่น
การขับรถ
- < มีการเปลี่ยนแปลงทางน้ำหนักและท้องร่วงเรื้อรัง
อาการของโรคติดเชื้อ HIV
อาการของการติดเชื้อ HIV จะมีความหลากหลายขึ้นกับระยะของโรค
เนื่องจากเชื้อ HIV เป็นไวรัสชนิดหนึ่งอาการของการติดเชื้อ HIV จะเหมือนอาการของไข้หวัดคือ
มีไข้ ปวดศีรษะ มีผื่น อ่อนเพลีย เราไม่สามารถวินิจฉัยได้จากอาการ แม้ว่าผู้ได้รับเชื้อ
HIV จะไม่มีอาการแต่เขาสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ ฉนั้นผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงควรได้รับการเจาะเลือด
ในช่วงแรกของการติดเชื้อ HIV คุณอาจจะมีอาการดังต่อไปนี้
- < ต่อมน้ำเหลืองโต
ตับม้ามโต มักจะเป็นอาการอันแรกของการติดเชื้อ
- < ท้องร่วง
บางคนอาจจะเรื้อรัง
- < น้ำหนักลด.
- < มีไข้
- < ไอและหายใจลำบาก
เมื่อไม่ได้รับการรักษาเชื้อก็จะแบ่งตัวเรื่อยและทำลายระบบภูมิคุ้มกันและกลายเป็นโรคเอดส์ซึ่งจะมีอาการดังนี้
- < เหงื่ออกกลางคืน
- < ไข้หนาวสั่น
ไข้สูงเรื้อรัง
- < ไอเรื้อรังและหายใจลำบาก
- < ท้องร่วงเรื้อรัง
- < ลิ้นเป็นฝ้าขาว
- < ปวดศีรษะ
- < ตามัวลงหรือเห็นเป็นเส้นลอยไปมา
- < น้ำหนักลด
- < การติดเชื้อฉวยโอกาส
- < เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจบ่อย
- < หากเป็นผู้หญิงก็มีอาการตกขาวบ่อย
- < เพลียและเหนื่อยง่าย
- < บางคนมีผื่นตามตัว
ท่านที่ติดเชื้อ HIV จะมีสุขภาพดีจะต้องทำอย่างไร
ท่านที่ติดเชื้อ HIV สามารถมีสุขภาพดีได้โดยจะต้องปฏิบัติตัวโดยเคร่งคัดดังนี้
- < ปรึกษาแพทย์ที่เชี่ยวชาญโรคนี้
- < ไปตามที่แพทย์นัด
รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง หากมีผลข้างเคียงของยาต้องปรึกษาแพทย์ห้ามหยุดยาเอง
- < ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปอดบวม
- < ให้หยุดสรุปบุหรี่
- < รับประทานอาหารที่มีคุณภาพ
- < ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- < พักผ่อนให้เต็มที่
- < รู้จักผ่อนคลาย
การดำเนินของโรค HIV
ผู้ป่วยบางคนที่ได้รับเชื้อ HIV และดำเนินไปสู่โรค
AIDS เร็ว บางคนก็ดำเนินช้า ผู้ป่วยที่ดำเนินช้า(A slow progress)อาจจะเนื่องจากพันธุกรรม
หรือได้รับเชื้อชนิดที่มีความรุนแรงน้อยซึ่งภูมิของร่างกายสามารถคุมเชื้อได้
และการปฏิบัติตัวที่ดี ส่วนผู้ที่การดำเนินของเชื้อเร็วอาจจะเนื่องจากได้รับสายพันธ์ที่มีความรุนแรงมาก
เชื้อมีการแบ่งตัวมาก อายุมาก ติดยาเสพติด ติดสุรา
การรักษา
ตั้งแต่ได้รับเชื้อHIV จนกระทั่งเป็นAIDS ผุ้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการแต่เชื้อกำลังทำลายร่างกายอย่างต่อเนื่อง
ก่อนที่จะมียารักษาโรคหรือป้องกันการไปสู่โรค AIDS หลายคนที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
HIV จะไม่ยอมเจาะเลือดเพราะกลัวเจอเชื้อซึ่งยังไม่มีการรักษาแต่ปัจจุบันได้ค้นพบยาหลายชนิดซึ่งสามารถลดการแย่งตัวของเชื้อทำให้ป้องกันโรค
AIDS ได้ หากว่ารู้ว่าติดเชื้อ HIV ตั้งแต่เริ่มแรกการให้ยาป้องกันโรค
AIDS จะได้ผลดี
การติดต่อของเชื้อ HIV
เชื้อ HIV สามารถติดต่อได้หลายทางดังต่อไปนี้
1.
ทางเพศสัมพันธ์โดยเฉพาะไม่ได้ใส่ถุงยางคุมกำเนิดเมื่อร่วมเพศกับกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อ(ติดยาเสพติด
รักร่วมเพศ ไม่ทราบสถานะของคู่ขา ) ไม่ว่าจะเป็นการร่วมเพศระหว่างชายหญิงหรือทางทวารหนัก
หรือทางปาก หรือการใช้อุปกรณืทางเพศร่วมกันโดยไม่ได้ทำความสะอาด เช่นถุงยางคุมกำเนิด
2. การที่มีการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์เช่นหนองใน
แผลริมอ่อน หรือการใช้ยาฆ่า sperm จะเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
HIV พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์
การใช้เข็มร่วมกันสำหรับผู้ป่วยที่ใช้ยาเสพติดท่านควรจะใช้เข็มครั้งเดียวแล้วทิ้ง
ไม่ควรใช้ร่วมกับคนอื่นโดยเฉพาะใช้ร่วมกันหลายคนและยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อตับอักเสบ
บี
3. เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ถูกเข็มตำ อัตราการติดเชื้อพบได้
3/1000 ราย
4. ติดต่อโดยการให้เลือดที่มีเชื้อโรค
ซึ่งปัจจุบันการตรวจเลือดและการคัดกรองการบริจาคทำให้ปัญหานี้ลดลง
5. การติดต่อจากแม่ไปลูก เด็กประมาณ1/4-1/3ของผู้หญิงที่ติดเชื้อ
HIV ที่ไม่ได้รับการรักษาจะติดเชื้อ HIV แต่ถ้าหากแม่ได้รับการรักษาโอกาสติดเชื้อจะลดลงโดยเฉพาะหากผ่าตัดทางหน้าท้อง
กิจกรรมที่ไม่ติดต่อ
หลายท่านที่มีเพื่อนหรือญาติเป็นโรค
AIDS กังวลจะติดเชื้อจากผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการน้อยเนื้อต่ำใจนำไปสู่การซึมเศร้าท่านไม่สามารถติดเชื้อจาก
อากาศ อาหาร น้ำ ยุงหรือแมลงกัด ห้องน้ำ ช้อนซ่อม ท่านสามารถช่วยผู้ป่วยใส่เสื้อผ้า
ช่วยป้อนอาหารอาบน้ำโดยที่ไม่ติดเชื้อ กิจกรรมที่ดำเนินตามปกติมักจะไม่ติดต่อเช่น
- < การจับมือหรือการสัมผัสภายนอก
- < การดื่มน้ำแก้วเดียวกัน
- <
การใช้ถ้วยชามร่วมกัน
- < สัมผัสกับเหงื่อหรือน้ำตาก็ไม่ติดต่อ
- < การว่ายน้ำในสระเดียวกัน
- < การใช้โถส้วมเดียวกัน
- < ถูกแมลงหรือยุงกัด
- < การจูบกัน
- < การบริจาคเลือด
ความสำคัญของการวินิจฉัย
หลายคนที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
HIV ไม่กล้าเจาะเลือดเพราะเข้าใจผิดว่าไม่สามารถรักษาหรือป้องกันได้
หากท่านรอจนกระทั้งเกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสจึงรู้ว่าเป็นโรค aids โอกาสที่จะรักษาและป้องกันก็จะน้อยลง
ดังนั้นท่านที่สงสัยว่าจะได้รับเชื้อ HIV เช่นใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น
มีเพศสัมพันธ์กับคู่ขาหลายคนโดยที่ไม่ได้ป้องกัน รักร่วมเพศ จะต้องรีบตรวจหาเชื้อ
หากผลเลือดให้ผลบวกจะได้รับยาที่ชลอการเกิดโรคAIDS และยาที่ลดการติดเชื้อฉวยโอกาสหากท่านไม่เจาะรอจนกระทั้งเป็น
AIDS ภูมิของท่านรวมทั้งอวัยวะภายในจะถูกทำลาย
โรคติดเชื้อ HIV และระบบภูมิคุ้มกัน
เมื่อเชื้อไวรัส Human Immunodeficiency
Virus (HIV) เข้ากระแสเลือดเชื้อจะเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกัน การทำลายภูมิอาจจะเร็วต่างกันในแต่ละคน
บางคนทำลายเร็วไม่กี่ปีก็เป็นโรคเอดส์ แต่ส่วนใหญ่ใช้เวลา 10 ปีจึงจะกลายเป็นโรคเอดส์
แต่อย่างไรก็ตามมีข้อเท็จจริงที่ควรทราบดังนี้
- < การเจาะเลือดหาปริมาณเชื้อ
HIV ในเลือด (viral load )จะสามารถคาดการณ์ไดว่าเชื้อจะทำลายระบบภูมิคุ้มกันเร็วแค่ไหน
ถ้าเชื้อมีปริมาณมากจะทำลายภูมิของร่างกายเร็ว ยาต้านไวรัส HIV ที่ดีจะสามารถยับยังการแบ่งตัวของเชื้อทำให้หยุดยั้งการดำเนินของโรค
- < การเจาะเลือดหาเซลล์
CD-4 จะบ่งบอกสภาพภูมิของร่างกาย เซลล์ CD-4 ยิ่งต่ำภูมิยิ่งบกพร่องมากขึ้นเท่านั้น
- < หากไม่ได้รักษาเชื้อ
HIV จะทำลายระบบภูมิคุ้มกันอย่างมากทำให้ร่างกายติดเชื้อฉวยโอกาส โดยเฉพาะปริมาณเซลล์
CD-4 น้อยกว่า 300 ถ้าหากต่ำกว่า 100 จะมีการติดเชื้อรุนแรง
ใครควรที่จะต้องเจาะเลือดหาเชื้อHIV
|