hhsgไวรัสตับอักเสบ
     
ไวรัสตับอักเสบ

ตับเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย ปกติจะมีน้ำหนัก 1.5 กิโลกรัม โดยอยู่หลังกระบังลม

หน้าที่ของตับ

  • << เป็นคลังสะสมอาหาร เช่น แป้ง ไขมัน โปรตีน เอาไว้ใช้ และปล่อยเมื่อร่างกายต้องการ
    << สังเคราะห์สารต่างๆ เช่น น้ำดี สารควบคุมการแข็งตัวของเลือด ฮอร์โมน
    << กำจัดสารพิษ และสิ่งแปลกปลอม เช่นเชื้อโรค หรือยา
  • โรคตับชนิดต่างๆ

ตับมีโอกาสเป็นโรคต่างๆได้แก่ โรคตับอักเสบ hepatitis โรคตับแข็ง [cirrhosis] มะเร็งตับ [liver cancer] โรคไขมันในตับ [fatty liver] โรคฝีในตับ [liver abscess]

โรคตับอักเสบมี 2 ชนิด

1. โรคตับอักเสบเฉียบพลัน [acute hepatitis] หมายถึงโรคตับอักเสบที่เป็นไม่นานก็หาย ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการ 2-3 สัปดาห์โดยมากไม่เกิน 2 เดือน ผู้ป่วยส่วนใหญ่หายขาดจะมีบางส่วนเป็นตับอักเสบเรื้อรัง และบางรายรุนแรงถึงกับเสียชีวิต
2. โรคตับอักเสบเรื้อรัง [chronic hepatitis] หมายถึงตับอักเสบที่เป็นนานกว่า 6 เดือนจะแบ่งเป็น 2 ชนิด

<< chronic persistent เป็นการอักเสบของตับแบบค่อยๆเป็นและไม่รุนแรงแต่อย่างไรก็ตามโรคสามารถที่จะทำให้ตับมีการอักเสบมาก
<< chronic active hepatitis.มีการอักเสบของตับ และตับถูกทำลายมากและเกิดตับแข็ง

สาเหตุของโรคตับอักเสบ

1. เชื้อไวรัส มีหลายชนิดได้แก่ ไวรัสตับอักเสบ เอ ,บ,ซี,ดี,อี
2. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
3. ยาบางชนิด เช่น ยารักษาวัณโรค halothane, isoniazid, methyldopa, phenytoin, valproic acid, sulfonamide drugs. ผู้ป่วยหากได้ acetaminophen (พาราเซ็ตตามอล)ในขนาดสูงมากก็สามารถทำให้ตับถูกทำลายได้
4. เชื้อโรคบางชนิด เช่น ไทฟอยด์,มาลาเรีย

การอักเสบของตับจะทำให้ตับบวม มีการทำลายเซลล์ตับ ทำให้มีอาการอ่อนเพลียจากการทำงานผิดปกติของตับ หากการอักเสบเกิดขึ้นเป็นเวลานานจะทำให้ตับถูกทำลายมาก และถูกแทนที่ด้วยพังผืด ทำให้ตับมีแผลเป็น และมีลักษณะแข็งเป็นตุ่มๆ แม้ว่าสาเหตุของตับอักเสบจะมีมากมายแต่สาเหตุที่สำคัญคือไวรัสตับอักเสบ ปัญหาโรคตับอักเสบ บี และโรคตับอักเสบเรื้อรังเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขของประเทศไทยและทั่วโลก การดำเนินของโรคตับอักเสบ บี และโรคตับอักเสบ ซีสามารถดำเนินเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง เป็นตับแข็ง และเป็นมะเร็งตับ เป็นภาวะที่ก่อให้เกิดการสูญเสียทางครอบครัว ทางเศรษฐกิจเป็นอันมาก ดังนั้นการเข้าใจถึงโรคตับอักเสบ ซึ่งรวมถึงการติดต่อ การดำเนินของโรค การวินิจฉัย การรักษา และการป้องกันการติดต่อซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการดูแลและช่วยลดจำนวนผู้ป่วยลง

ไวรัสตับอักเสบมีกี่ชนิด

<< ไวรัสตับอักเสบ เอ
<< ไวรัสตับอักเสบ บี
<< ไวรัสตับอักเสบ ซี
<< ไวรัสตับอักเสบ ดี
<< ไวรัสตับอักเสบ อี

อาการของโรคไวรัสตับอักเสบ


<< ตับอักเสบเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีอาการที่พบได้บ่อย คือ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ปวดข้อ คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร อาจจะพบผื่นตามตัว หรืออาการท้องเสีย บางรายปัสสาวะสีเข้ม ตัวเหลืองตาเหลือง ซึ่งอาการตัวเหลืองตาเหลืองจะหายไป 1-4 สัปดาห์ แต่บางรายอาจนาน 2-3 เดือน ส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติ โรคไวรัสตับอักเสบ บี พบว่าร้อยละ 5-10 เป็นตับอักเสบเรื้อรัง ส่วนไวรัสตับอักเสบ ซี ร้อยละ 85 เป็นตับอักเสบเรื้อรัง
<< ตับอักเสบเรื้อรัง ผู้ป่วยมักไม่มีอาการ แต่จะมีการทำลายเซลล์ตับไปเรื่อยๆจนเกิดตับแข็ง และเป็นมะเร็งตับในที่สุด

จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นตับอักเสบ

หากสงสัยว่าจะเป็นโรคตับอักเสบท่านควรไปรับการตรวจเลือดเพื่อหาว่ามีการติดเชื้อหรือไม่โดย

1. ตรวจการทำงานของตับ โดยการหาระดับ SGOT[AST],SGPT [ALT]ค่าปกติน้อยกว่า 40 IU/L ถ้าค่ามากกว่า 1.5-2 เท่าให้สงสัยว่าตับอักเสบ หากพบว่าผิดปกติแพทย์จะขอตรวจเดือนละครั้งติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน
2. การตรวจหาตัวเชื้อ

<< ไวรัสตับอักเสบ เอ ตรวจหา Ig M Anti HAV
<< ไวรัสตับอักเสบ บี ตรวจหา HBsAg ถ้าบวกแสดงว่ามีเชื้ออยู่ Anti HBs ถ้าบวกแสดงว่ามีภูมิต่อเชื้อ HBeAg ถ้าบวกแสดงว่าเชื้อมีการแบ่งตัว HBV-DNA เป็นการตรวจเพื่อหาปริมาณเชื้อ
<< ไวรัสตับอักเสบ ซี Anti-HCV เป็นการบอกว่ามีภูมิต่อเชื้อ HCV-RNA ดูปริมาณของเชื้อ

3. การตรวจดูโครงสร้างของตับ เช่นการตรวจคลื่นเสียงเพื่อดูว่ามีตับแข็งหรือมะเร็งตับหรือไม่
4. การตรวจชิ้นเนื้อตับ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะนำชิ้นเนื้อตับเพื่อวินิจฉัยความรุนแรงของโรค

การรักษา

การเลือกใช้ยาจะเป็นหน้าที่ของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเนื่องจากยามีผลข้างเคียงที่พึงระวังหลายอย่าง ยาที่ใช้อยู่มี interfeon และ lamuvudin

การปฏิบัติตัว

<< หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหักโหมในช่วงที่มีการอักเสบของตับ แต่การออกกำลังอย่างสม่ำเสมอในตับอักเสบเรื้อรังสามารถทำได้
<< งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
<< รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และพักผ่อนอย่างพอเพียง ไม่ต้องดื่มน้ำหวานมากๆ เพราะทำให้ไขมันสะสมที่ตับเพิ่มขึ้น

ถ้าเคยเป็นแล้วจะมีโอกาสติดเชื้ออีกหรือไม่

ถ้าเป็นไวรัสตับอักเสบ เอ และ อี จะหายขาด ไวรัสตับอักเสบ บี ร้อยละ 90 หายขาด ส่วนไวรัสตับอักเสบ ซี และ ดี ยังไม่มีข้อมูล

พาหะของโรคจะทำอย่างไร

ผู้ป่วยที่เป็นพาหะ คือ ผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบอยู่ในร่างกาย แต่ไมแสดงอาการของตับอักเสบ ผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น และต้องมั่นติดตามการดูแลจากแพทย์เป็นระยะๆ ผู้ป่วยที่เป็นพาหะมักเป็นกับเชื้อ บี และ ซี เท่านั้น

ถ้ามารดาเป็นตับอักเสบจะมีผลอย่างไรต่อบุตร

บุตรที่คลอดจากมารดาที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ บีจะมีโอกาสติดเชื้อได้สูง แต่ปัจจุบันการฉีดวัคซีนให้กับทารกสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ แม่สามารถให้นมบุตรได้

 

 

ตับอักเสบ เอ

เป็นการอักเสบของตับซึ่งเกิดจากไวรัสตับอักเสบ เอ มักเกิดในเด็ก

อาการของตับอักเสบ เอ

อาการของตับอักเสบ เอ ในเด็กอาจจะมีอาการน้อย บางรายอาจไม่มีอาการ เด็กโตและผู้ใหญ่จะมีอาการมากกว่าเด็ก อาการที่สำคัญคือ มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน แน่นชายโครงขวา ท้องร่วง ปัสสาวะสีเข็ม และ มีอาการตัวเหลืองตาเหลืองที่เรียกว่าดีซ่าน โดยทั่วไปอากาจะหายไปใน 2 เดือน บางรายอาการอยู่ได้ 6 เดือน ผู้ป่วยมักจะมีอาการหลังจากได้รับเชื้อ 28 วัน (15-50 วัน)

การวินิจฉัย

ผู้ป่วยที่มีตับอักเสบ คือมีอาการดังกล่าว และเจาะเลือดพบว่าค่า SGOT ,SGPT สูงแสดงมีมีการอักเสบของตับ แพทย์จะเจาะเลือดเพิ่มเพื่อหาสาเหตุของตับอักเสบ เช่น IgM HbAg,,IgM anti-HAV หากว่าค่าใดค่าหนึ่งขึ้นแสดงว่าเป็นตับอักเสบชนิดนั้น

การติดต่อของไวรัสตับอักเสบ เอ

ผู้ป่วยตับอักเสบจะขับเชื้อออกทางอุจาระ ดังนั้นการติดต่อมักเป็นในครอบครัวและหน่วยงาน

ติดต่อโดยการรับประทานอาหารที่มีเชื้อโรค .มักเกิดในที่ๆสุขอนามัยไม่ดี และอยู่กันเป็นกลุ่มเช่น โรงเรียน สำนักงาน กองทหาร มหาวิทยาลัย ได้รับเชื้อจากน้ำที่เปื้อนเชื้อ จากการร่วมเพศทางทวารหนัก

การรักษา

ผู้ป่วยตับอักเสบ เอ หายเองได พักผ่อนให้เพียงพอ

การป้องกันไวรัสตับอักเสบ เอ

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ มีได้ 2 วิธีคือ

  • 1. Immune globulin เป็นภูมิต่อไวรัสตับอักเสบ เอ จะให้ในกรณีต้องการป้องกันไวรัสตับอักเสบ เอ ในระยะสั้น เช่น ให้เพื่อป้องกันก่อนสัมผัสโรค หรือให้หลังสัมผัสโรคไม่เกิน 2 สัปดาห์ Hepatitis A vaccine จะใหในกรณีเด็กอายุมากกว่า 2 ขวบที่เสี่ยงต่อการไดัรับไวรัสตับอักเสบเอ และ เมื่อได้รับเชื้อจะเกิดอันตราย

การป้องกันไม่ให้รับเชื้อ

ล้างมือทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำ หรือก่อนปรุงอาหาร ใส่ถุงมือเมื่อต้องสัมผัสอุจาระคนอื่น และล้างมือ
เมื่อต้องไปต่างประเทศให้ดื่มน้ำต้มสุก
ขนาดของวัคซีน ฉีด 3 เข็ม เดือนที่ฉีดคือเดือน 0 ครั้งต่อไป 6 และ 12 เดือน ตามลำดับ

การให้วัคซีนสามารถให้พร้อมกับวัคซีนอื่น เช่น ไวรัสตับอักเสบ บี บาดทะยัก วัคซีนป้องกันคอตีบ วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบ วัคซีนนี้ปลอดภัย

ให้วัคซีนแล้วภูมิจะเกิดขึ้นเมื่อไร และอยู่นานแค่ไหน

จะเริ่มเกิดภูมิหลังได้วัคซีนเข็มแรก 4 สัปดาห์และอยู่ได้นานประมาณ 20 ปี

ควรจะทดสอบภูมิคุ้มกันก่อนหรือหลังให้วัคซีนหรือไม่

จะทดสอบภูมิคุ้มกันก่อนให้ในกรณีที่สงสัยว่าเคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ มาก่อน หรือเกิดในประเทศที่มีความชุกชุมของโรคมาก หลังฉีดไม่นิยมทดสอบภูมิคุ้มกัน

ถ้าลืมฉีดเข็มที่สองทำอย่างไร

ให้ฉีดทันที่ที่จำได้ และ ไม่ต้องเริ่มต้นเข็มแรก เข็มที่สามนับห่างจากเข็มที่สอง 6 เดือน

 

ไวรัสตับอักเสบ บี Hepatitis B

โรคตับอักเสบ บี เป็นการอักเสบของตับซึ่งเกิดจากไวรัสตับอักเสบ บีโดยเชื้อไวรัสจะบุกรุกเข้าสู่เซลล์ตับและก่อให้เกิดการอักเสบขึ้น ในบางกรณีเชื้ออาจจะอยู่นิ่งเป็นปีๆ โดยผู้ที่มีเชื้อไม่ทราบว่าตนเองมีเชื้ออยู่ในร่างกาย เชื้อนี้สามารถแบ่งตัวได้อย่างรวดเร็วในเซลล์ตับซึ่งส่งผลก่อให้เกิดการอักเสบและทำลายตับ

เชื้อไวรัสตับอักเสบติดต่อได้อย่างไร

เชื้อไวรัสตับอักเสบ บี สามารถติดต่อทาง เลือด น้ำเชื้อ และน้ำหลั่งอย่างอื่น เช่น น้ำเหลือง ท่านสามารถรับเชื้อได้โดยวิธี

<< มีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเชื้อโดยไม่ได้สวมถุงยาง การจูบกันจะไม่ติดต่อถ้าปากไม่มีแผล
<< ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
<< ใช้เข็มสักตามตัวหรือสีที่ใช้สักตามตัวร่วมกัน และการเจาะหู
<< ใช้แปรงสีฟันร่วมกัน มีดโกน ที่ตัดเล็บ
<< แม่ที่มีเชื้อสามารถติดต่อไปยังลูกได้ขณะคลอด ถ้าแม่มีเชื้อลูกมีโอกาสได้รับเชื้อ 90 %และให้นมตัวเอง
<< ถูกเข็มตำจากการทำงาน
<< รักร่วมเพศกับผู้ที่มีเชื้ออยู่
<< โดยการสัมผัสกับ เลือด น้ำเลือด น้ำคัดหลั่ง โยผ่านเข้าทางบาดแผล

อาการของผู้ป่วยโรคตับอักเสบ บี

อาการจะเกิดหลังได้รับเชื้อประมาณ 45-90 วัน บางรายอาจจะนานถึง 180 วันผู้ป่วยที่เป็นแบบเฉียบพลันจะมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดตามตัวมีไข้ แน่นท้อง ถ่ายเหลวเป็นอยู่ 4-15 วันหลังจากนั้นจะมี ตัวเหลืองตาเหลือง ปัสสาวะสีเข็ม อาการตัวเหลืองตาเหลืองจะหายไปภายใน 1-4 สัปดาห์บางรายอาจเป็นนานถึง 6 สัปดาห์ จึงสามารถทำงานได้ปกติ

ผลของการเป็นไวรัสตับอักเสบ บี หลังจากเป็นไวรัสตับอักเสบ บีจะมีการดำเนินของโรคดังนี้

1. 90%ของผู้ป่วยหายขาดกล่าวคือภายใน 10 สัปดาห์การทำงานของตับกลับสู่ปกติ และมีภูมิคุ้มกัน
2. ผู้ป่วยส่วนหนึ่งตรวจพบเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี HbAg + แต่การทำงานของตับปกติ พวกนี้สามารถติดต่อผู้อื่นเรียก carrier
3. 5-10%จะเป็นตับอักเสบเรื้อรัง Chronic hepatitis ผู้ป่วยกลุ่มนี้เจาะเลือดจะพบการทำงานของตับผิดปกติเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือนและยังตรวจพบเชื้อตลอด ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีการอักเสบของตับเป็นระยะๆ บางรายเป็นตับแข็ง บางรายเป็นมะเร็งตับ

ท่านไม่มีอาการ แต่ท่านเป็นไวรัสตับอักเสบได้

ผู้ที่เป็นภาหะของโรคนี้จะไม่แสดงอาการให้เห็น ทำให้ไม่ทราบว่ามีเชื้อตัวนี้อยู่ในร่างกายซึ่งอาจจะส่งผลเสียทำให้นำเชื้อสู่ผู้อื่น ดังนั้นก่อนที่จะแต่งงานหรือมีเพศสัมพันธ์ควรจะหาไวรัสตับอักเสบก่อน

การวินิจฉัย

แพทย์จะเจาะเลือดตรวจการทำงานของตับ และตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ

วิธีตรวจ vvvvvvvvvvFFFFFFFFvvvvvvvvvvvวัตถุประสงค์ของการตรวจ

ตรวจการทำงานของตับggggffffffffffgggเพื่อประเมินสภาพตับและความผิดปกติของตับ
FFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFทำให้แพทย์ทราบว่าตับกำลังอักเสบอยู่หรือไม่

ตรวจหาอัลฟาฟีโตโปรตีนFFFFFFFFFFFFFFFFFFFเป็นการตรวจเพื่อหามะเร็งในตับ

การตรวจอัลตราซาวน์ตับFFFFFFFFFFFเป็นการบอกว่าตับเกิดการอักเสบหรือเป็นมะเร็ง

การตรวจชิ้นเนื้อตับFFFFFFเป็นการบอกความรุนแรงของตับอักเสบ ตับแข็งและมะเร็งตับ

การรักษา

ส่วนใหญ่หายเองได้โดยการพักผ่อน และรับประทานอาหารไม่มัน การให้ยา interferon หรือ lamivudine ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์

การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี

หากท่านติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ท่านจะปฏิบัติตัวอย่างไร

เมื่อท่านตรวจพบเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ท่านควรจะขอรับคำแนะนำจากแพทย์ในการดูแลตัวเอง และต้องคำนึงถึงบุคคลใกล้ชิดด้วยเพราะท่านอาจจะนำเชื้อไปสู่คนใกล้ชิด วิธีการปฏิบัติตัวหากท่านมีเชื้ออยู่ในร่างกาย

<<< หากท่านเป็นตับอักเสบ บี ท่านไม่ต้องกังวลเพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายได้เองและมีภูมิคุ้มกัน

<<< รับประทานยาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์

<<< รับการตรวจเลือดอย่างสม่ำเสมอ เพราะการตรวจเลือดจะทำให้ทราบว่าตับท่านมีการอักเสบมากหรือน้อย

<<< บอกให้คนใกล้ชิดทราบ หากคนใกล้ชิดไม่มีภูมิหรือเชื้อต้องฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันไวรัสตับอักเสบ

<<< มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยโดยการสวมถุงยาง

<<< อย่าบริจาคเลือด

<<< ไม่ดื่มสุราของมึนเมา

<<< ไม่ใช้ยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์

<<< พักผ่อนให้เพียงพอ

การป้องกันการรับเชื้อ สามารถทำได้โดยหลีกเลี่ยงการติดต่อดังกล่าวเบื้องต้น


ไวรัสตับอักเสบ ซี Hepatitis C

ท่านผู้อ่านคงคุ้นเคยกับไวรัสตับอักเสบ บี แต่ถ้าท่านติดตามโรคตับอักเสบท่านจะพบว่าไวรัสตับอักเสบ ซีเพิ่มขึ้นเนื่องจากพบได้บ่อยมากขึ้น พบได้ประมาณ 1-2% ของคนที่มาบริจาคเลือด หลังเป็นตับอักเสบแล้วก็มีแนวโน้มจะเป็นตับอักเสบเรื้อรัง 20% ของผู้ป่วยตับอักเสบเรื้อรังชนิด ซี จะเป็นตับแข็งภายใน 10-20 ปี บางส่วนกลายเป็นมะเร็งตับ

ปัจจัยเสี่ยงและการติดต่อ

ไวรัสตับอักเสบ ซี ติดต่อทางเลือด การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน แต่มีผู้ป่วยบางท่านได้รับเชื้อโดยไม่ทราบแหล่งที่มาปัจจัยเสี่ยงได้แก่

<< ผู้ที่เคยได้รับเลือด และ สารเลือดก่อนปี คศ 1992 เนื่องจากยังไม่มีการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี
<< เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่ได้รับอุบัติเหตุถูกเข็มตำ
<< ผู้ป่วยติดยาเสพติดใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
<< ทารกที่เกิดจากแม่ที่มีเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ ซี พบได้ร้อยละ 5
<< ผู้ที่สำส่อนทางเพศ หรือ รักร่วมเพศ
<< ได้รับเชื้อจากการสักตามตัว

กิจกรรมต่อไปนี้ไม่ทำให้เกิดการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี

<< การให้นมบุตร
<< การจามหรือไอ
<< อาหารหรือน้ำ
<< การใช้ถ้วยชามร่วมกัน

อาการของผู้ป่วย

ผู้ที่เป็นตับอักเสบ ซี เรื้ออาจจะไม่มีอาการ หรือมีอาการแต่ไม่มาก อาการที่พบได้คือ

<< อ่อนเพลีย
<< เบื่ออาหาร
<< คลื่นไส้อาเจียน
<< ปวดชายโครงขวา
<< ปวดกล้ามเนื้อและ ปวดข้อ

สำหรับผู้ป่วยที่เป็นเรื้อรังและกลายเป็นตับแข็งจะมีอาการ

<< ตับ ม้ามโต
<< ตัวเหลืองตาเหลือง
<< กล้ามเนื้อลีบ
<< ท้องมาน
<< เท้าบวม

การเจาะเลือดตรวจ

<< Anti-HCVโดยวิธี enzyme immunoassay (EIA) ถ้าเจอแสดงว่าเป็นไวรัสตับอักเสบ ซี
<< HCV RNA โดยวิธี polymerase chain reaction (PCR) ถ้าให้ผลบวกแสดงว่าเป็นไวรัสตับอักเสบ ซี
<< เจาะเลือดตรวจการทำงานของตับพบว่ามีการอักเสบของตับ
<< บางรายต้องตรวจโดยการเจาะชิ้นเนื้อตับเพื่อการวินิจฉัย

การวินิจฉัย

<< ไวรัสตับอักเสบเฉียบพลัน โดยการเจาะเลือดตรวจการทำงานของตับพบว่ามีการอักเสบ และตรวจพบ Anti-HCV หรือ HCV-RNAในเลือด บางรายที่ตรวจไม่เจอในระยะแรกอาจจะต้องตรวจซ้ำอีก 2-8 สัปดาห์
<< ตับอักเสบเรื้อรัง ซี วินิจฉัยโดยพบว่ามีการอักเสบของตับมากกว่า 6 เดือนร่วมกับการตรวจพบ HCV -RNA

การรักษา

<< โดยการให้ alpha interferon
<< ให้ยาสองขนานคือ alpha interferon and ribavirin.
<< ควรไดรัการฉีดวัคซีนป้องกันตับอักเสบ เอ และ บี

ผู้ป่วยไวรัสตับอัเสบ ซีรายใดที่ควรได้รับการรักษา

<< มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี และ มีการเพิ่มของ SGOT,SGPT และผลการเจาชิ้นเนื้อตับพบว่ามีการอักเสบ และไม่มีข้อห้ามการให้ยา
<< ผู้ป่วยที่มีตับแข็งต้องไม่มี ตัวเหลืองตาเหลือง ท้องมาน เส้นเลือดในหลอดอาหารโป่งพอง
<< อายุ น้อยกว่า60 ปี

ผู้ป่วยไวรัสตับอัเสบ ซีรายใดที่ไม่ควรได้รับการรักษา

<< โรคตับแขงและมีโรคแทรกซ้อน
<< ผลเลือด SGOT,SGPT ปกติ
<< มี ตับ ไต หัวใจวาย
<< มีข้อห้ามในการให้ยา

ข้อห้ามในการให้ยา interferon

ผู้ป่วยซึมเศร้า ติดยา ติดสุรา autoimmune disease โรคไขกระดูก ไม่สามารถคุมกำเนิด

ผลข้างเคียงของยา interferon

ผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนไข้หวัด ไข้ ปวดตามตัว ปวดหัวในระยะแรก ระยะหลังอาจมีอาการเหนื่อยหอบ ผมร่วง เม็ดเลือดขาวต่ำ ซึมเศร้า จะมีผู้ป่วยจำนวนน้อยที่เกิดอาการข้างเคียงอย่างรุนแรง เช่น โรคธัยรอยด์ ชัก หัวใจ และไตวาย นอกจากนั้นยังทำให้ตับอักเสบด้วย

วิธีป้องกันตับไวรัสอักเสบ ซี

<< ห้ามใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
<< ให้สวมถุงมือถ้าต้องสัมผัสเลือด
<< ห้ามใช้มีดโกนหนวด แปรงสีฟันร่วมกัน
<< ห้ามใช้อุปกรณ์ในการสักร่วมกัน
<< ให้ใช้ถุงยางคุมกำเนิดถ้าหากมีเพศสัมพันธ์หลายคน
<< ถ้าคุณเป็นตับอักเสบ ซีห้ามบริจาคเลือด

ใครควรได้รับการเจาะเลือดตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี

<< ผู้ป่วยที่ฉีดยาเสพติดเข้าเส้น
<< ผู้ป่วยที่เคยได้เลือด และสารประกอบของเลือดก่อนปี คศ.1992
<< ผู้ป่วยที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม
<< ผู้ป่วยที่เจาะเลือดพบว่ามีตับอักเสบ
<< เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ถูกเข็มตำ
<< เด็กที่เกิดจากแม่ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี

หากท่านมีเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี แพทย์จะวางแผนการรักษาอย่างไร

ผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี บางรายเมื่อตรวจเลือดจะพบว่าค่า SGOT,SGPT ปกติแพทย์จะนัดตรวจเลือดอีกครั้ง 6-12 เดือน

คนท้องสมควรตรวจหาไวรัสตับอักเสบ ซีหรือไม่

ไม่ควรเนื่องจากคนท้องไม่ได้มีแัตราการติดเชื้อมากกว่าคนทั่วไป นอกจากว่าคนนั้นจะมีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว

เด็กที่เกิดจากแม่ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี สมควรเจาะเลือดหาเชื้อหรือไม่

ไม่ควรเจาะก่อนอายุ 12 เดือนเนื่องจากเชื้อจากแม่ยังไม่หมด

ผู้ป่วยที่มีไวรัสตับอักเสบ ซี จะป้องกันการอักเสบของตับอย่างไร

<< งดสุรา
<< พบแพทย์ตามนัด
<< ก่อนใช้ยา หรือสมุนไพรควรปรึกษาแพทย์
<< ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ เอ บี


ไวรัสตับอักเสบ ดี Hepatitis D (Delta) Virus

การแบ่งตัวของไวรัสตับอักเสบ ดี ต้องอาศัยการแบ่งตัวของไวรัสตับอักเสบ บี

อาการ

ผู้ป่วยมักจะได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี และไวรัสตับอักเสบ ดี พร้อมกัน ผู้ป่วยจะมีอาการของตับอักเสบที่รุนแรง และมีโอกาสที่เป็นตับวายเสียชีวิตได้ ส่วนผู้ป่วยที่เป็นไวรัสตับอักเสบ บี อยู่ก่อน แต่ไดรับ ไวรัสตับอักเสบ ดี ภายหลังผู้ป่วยจะมีโอกาสเป็นตับอักเสบเรื้อรัง และตับแข็ง

การติดต่อ

เหมือนไวรัสตับอักเสบ บี

การวินิจฉัย

1. ตับอักเสบ บี ร่วมกับ ตับอักเสบ ดี ตรวจเลือดจะพบ HbAg ,IgM anti-HDV,IgG anti-HDV ให้ผลบวก

2. ผู้ป่วยที่เป็นตับอักเสบ บี อยู่ก่อน แต่ได้รับไวรัสตับอักเสบ ดี ภายหลังตรวจเลือดจะพบลัษณะดังนี้

<< ปริมาณของเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี [ HbAg ]มีปริมาณน้อย

<< สามารถตรวจพบ HDAg และ HDV RNA ในกระแสเลือด

<< ตรวจพบ IgM and IgG anti-HDV ระดับสูงในกระแสเลือด

การป้องกัน

ป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ด้วยการลดความเสี่ยง และการใช้วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี

ไวรัสตับอักเสบ อี Hepatitis E Virus

เป็นไวรัสตับอักเสบที่ติดต่อโดยการรับประทานเมื่อสมัยก่อนเรียก non-A, non-B hepatitis

อาการ

ผู้ป่วยจะเกิดอาการหลังได้รับเชื้อตั้งแต่ 15-60 วัน ผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนตับอักเสบที่เกิดจากเชื้อชนิดอื่นกล่าวคือ มีอาการปวดท้อง ตัวเหลือง เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน สามารถตรวจพบเชื่อในอุจาระได้ 14 วันหลังเกิดอาการวันแรก

การตรวจเลือด

ยังไม่สามารถตรวจได้ การตรวจยังในชั่วค้นคว้า พบว่าหลังจากได้รับเชื้อ 4-5 สัปดาห์เจาะเลือดพบการทำงานของตับเริ่มมีการอักเสบ และจะคงอยู่ 2 สัปดาห์ และถ้าเจาะ IgM,IgG anti HEV พบว่าขึ้นสูงและจะลดลงอย่างรวดเร็ว

การป้องกัน

<< ดื่มแต่น้ำต้มสุก
<< รับประทานอาหารที่สุก
<< ยังไม่มีวัคซีนป้องกันตับอักเสบชนิดนี้

\

" รักอย่างรับผิดชอบ และปลอดภัย อย่าลืมใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้ง และกับทุกคน "