สูตรยาและกลไกการออกฤทธิ์ของยาต้าน

สูตรยาและกลไกการออกฤทธิ์ของยาต้าน

สูตรยา

     สูตรยาต้านที่ใช้รักษาในปัจจุบันตามแนวทางการตรวจรักษาและป้องกันเอชไอวี ประเทศไทยปี 2560 คือ TDF+FTC+EFV หรือ RPV และที่ใช้บ่อยคือ ทีเวียร์ ซึ่งเป็นยาเม็ดรวม 3 ตัว ในเม็ดเดียว คือ TDF หรือทีโนโฟเวีวยร์ + FTC หรือ เอมไทรซิตาบีน + EFV หรือ อีฟาไวเร้นซ์ รองลงมาคือ จีพีโอเวียร์แซ็ด ซึ่งรวมระหว่าง 3TC+AZT+NVP

     โดยปัจจุบันเพื่อสุขภาพระยะยาวของผู้ติดเชื้อจะเริ่มการรักษาด้วยยาต้านไวรัสโดยเร็วโดยทุกประเทศแนะนำให้เริ่มใช้ยาต้านทุกระดับของ CD4 หลายประเทศรวมทั้งคลินิกนิรนามได้เริ่มให้บริการเริ่มยาต้านไวรัสในผู้ที่ตรวจพบว่าติดเชื้อทันทีในวันเดียวกันกับที่ทราบว่าติดเชื้อ (Same-Day ART) โดยคนไทยทุกคน ทุกสิทธิการรักษาพยาบาลสามารถรับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสได้ฟรี โดยความลับไม่รั่วไหล

     เมื่อกินยาต้านอย่างสม่ำเสมอภายใน 6 เดือน จะสามารถกดไวรัสลงเหลือน้อยมาก จนไม่สามารถตรวจเจอเชื้อไวรัสได้ในเลือดและไม่สามารถถ่ายทอดเชื้อให้ใครได้ จึงเรียกว่า “ไม่เจอเท่ากับไม่แพร่” หรือ U=U (Undetectable = Untransmittable)

     ยาต้านไวรัสเองและการติดเชื้อเอชไอวี สามารถทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ เช่น การแพ้ยา ที่อาจจะทำให้มีผื่น มีไข้ ตับอักเสบ และโลหิตจาง รวมถึงอาการข้างเคียงอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้จากยาต้านไวรัสบางตัวโดยเฉพาะยารุ่นก่อน ๆ เช่น ไขมันย้ายที่ ไขมันในเลือดสูง น้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งอาจพัฒนาไปเป็นเบาหวาน เส้นเลือดหัวใจตีบ โรคไตได้ นอกกจากนี้ การติดเชื้อเอชไอวี ในระยะยาวโดยเฉพาะหากเข้ารับการตรวจเอชไอวีช้า ก็อาจจะทำให้มีปัญหากระดูกผุบาง และเพิ่มโอกาสเป็นมะเร็งได้ ดังนั้นการดูแลสุขภาพองค์รวม รวมถึงการดูแลด้านพฤติกรรม และโภชนาการจึงสำคัญ

            นอกจากนั้นต้องมีการตรวจติดตามทางห้องปฏิบัติการที่สำคัญ เพื่อติดตามผลของการรักษาด้วยยาต้านไวรัส คือ

  • ตรวจระดับเม็ดเลือดขาว CD4 ซึ่งจะตรวจทุก 6 เดือน โดยดูทั้งจำนวนและเปอร์เซ็นต์ เพื่อประเมินภูมิคุ้มกันของร่างกาย และพิจารการให้ยาป้องกันการเกิดโรคฉวยโอกาส
  • ตรวจปริมาณไวรัสโหลด หรือ ปริมาณไวรัสในเลือด ซึ่งจะตรวจหลังเริ่มยาต้านไวรัสแล้ว 6 เดือน และติดตามทุก 12 เดือน หลังจากนั้นหากตรวจไม่เจอแล้ว เพื่อเฝ้าระวังประสิทธิภาพของการรักษา
  • ตรวจเชื้อดื้อยา จะตรวจในกรณีพบว่าไวรัสโหลดสูงกว่า 100 ก๊อปปี้/ซีซี เพื่อดูว่าการรักษาไม่สามารถกดไวรัสได้เกิดจากมีเชื้อดื้อยาตัวใดหรือไม่

กลไกลการออกฤทธิ์ของยาต้าน

     ในปัจจุบันที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาประเทศไทย และนำมาใช้ในการรักษาเอชไอวีทั้งหมดมากกว่า 30 ชนิด แบ่งเป็นกลุ่มตามกลไกลการออกฤทธิ์ได้ 6 กลุ่ม ดังนี้

  • กลุ่มที่ 1 ยับยั้งไม่ให้เชื้อเอชไอวีเข้ามาเกาะที่เม็ดเลือดขาว (Attaachment inhibitor) เช่น ยามาราวิร๊อค (Maraviroc)
  • กลุ่มที่ 2 ยาจะยับยั้ง การเชื่อมรวมระหว่างเปลือกหุ้มของไวรัสเอชไอวีกับผนังเซลล์ของเม็ดเลือดขาวชนิดซีดี-4 (Entry and Fusion Inhibitors) ทำให้เชื้อเอชไอวีไม่สามารถเข้าสู่เซลล์เม็ดเลือดขาวซีดี-4 ได้เช่น ยาเอ็นฟาเวอไทด์ (Enfavirtide) เป็นต้น
  • กลุ่มที่ 3 และกลุ่มที่ 4 ยับยั้งกระบวนการแบ่งตัวของเชื้อเอชไอวี หรือกระบวนการรีเวิร์สทรานสคริปเทส (Reverse Transcriptase Inhibitors) ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อย คือ
  1.  Nucleoside/Nucleotide Reverse Transcriptase Inhibitors (NRTIs) มีกลไกลการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์รีเวิร์สทรานสคริปเตส (Reverse Transcriptase enzyme) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วยสร้างสารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) ให้แก่ไวรัสเอชไอวีเพื่อให้สามารถเพิ่มจำนวนและอาศัยในดีเอ็นเอของมนุษย์ได้ จึงส่งผลทำให้การเชื่อมต่อดีเอ็นเอของไวรัสหยุดชะงัก เชื้อไวรัสจึงไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้ในร่างกายมนุษย์ ยาในกลุ่มนี้ เช่น ทีโนโฟเวียร์ (Tenofovir หรือ TDF) ซิโดวูดีน หรือเอแซดที (Zidovudine:AZT) และเอ็มไตรซิทาปีน(Emtricitabine: 3TC) เป็นต้น
  2. Non-Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitor (NNRTIs) กลไกของยากลุ่มนี้จะยับยั้งการทำงานของเอนไซม์รีเวิร์สทรานสคริปเตส เช่นเดียวกับยากลุ่ม NRTIs เช่น เนวิราปีน(Nevirapine: NVP), เอฟฟาไวเรนซ์ (Efavirenz: EFV), ริวพิไวรีน (Rilpivirine: RVP)
  • กลุ่มที่ 5 ยับยั้งกระบวนการอินทีเกรชั่น หรือ การะบวนการเชื่อมต่อสายพันธุกรรมของเชื้อไวรัส และของคนเรา (Integrase inhibitor, INSTs) กลไกของยากลุ่มนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วยาจะทำรบกวนการทำงานของเอมไซม์อินทีเกรซของเชื้อไวรัสเอชไอวี ป้องกันไม่ให้สายดีเอ็นเอของเอชไอวีเข้าเชื่อต่อกับสายดีเอ็นเอของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดซีดี-4 ของมนุษย์ ยาในกลุ่มนี้ เช่น ยาเรียลทิกราเวียร์ (Raltegravir) เป็นต้น
  • กลุ่มที่ 6 ยับยั้งเอนไซม์โปรติเอส (Protease Inhibitors, PIs) หรือกระบวนการสร้างส่วนประกอบโปรตีนของไวรัสเอชไอวีไม่สมบูรณ์ จึงทำให้ไม่สามารถก่อให้เกิดการติดเชื้อเอชไอวีรอบใหม่ได้ ยาในกลุ่มนี้ เช่น รีโทรนาเวียร์ (Ritonavir) และ โลพินาเวียร์ (Lopinavir) เป็นต้น

     ในการให้ยาต้านไวรัสเพื่อรักษาเอชไอวี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลการรักษาและลดโอกาสการดื้อยา จะให้ยา 3 ตัว อย่างน้อย 2 กลุ่ม กับผู้ติดเชื้อกินทุกวัน ซึ่งจะเริ่มด้วยกลุ่มที่ 1 (2 ตัว รวมกับกลุ่มที่ 2 (1 อีก 1 ตัว เช่น TDF + FTC ในกลุ่มที่ )1 (+EFV หรือ NVP หรือ RPV      (กลุ่มที่ 2)