ความเป็นมา

           6

          ในช่วงเดือนที่ตุลาคม 2546 ทางองค์กร PATH (ประเทศไทย) ร่วมมือกับองค์กรเอกชนด้านเยาวชน เก็บข้อมูลประเด็นเรื่อง พฤติกรรมเสี่ยงและการดูแลสุขภาพชายในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งในขณะนั้นองค์กรหลักที่ร่วมทำวิจัยด้วยคือ สมาคนฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย สำนักงานภูมิภาคล้านนา และหน่วงงานภาครัฐคือ สาธารณะสุขจังหวัดเชียงใหม่ และหลังจากการสำรวจและประเมินผลข้อมูลแล้ว จึงได้นำผลของการสำรวจนั้นมาออกแบบกิจกรรม งานรณรงค์ที่เหมาะสมกับกลุ่มเยาวชนในพื้นที่ต่างๆ ในเมืองเชียงใหม่ โดยมีองค์กรภาคีที่ร่วมรณรงค์และส่งเสริมประเด็นความรู้ความเข้าใจในเรื่องสุขภาพทางเพศโดยเน้นในด้านการป้องกัน HIV และเอดส์ในกลุ่มเยาวชนชายในเมืองเชียงใหม่ องค์กรภาคีเหล่านั้นประกอบด้วย สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย สำนักงานภูมิภาคล้านนา กลุ่มไทยัพ กลุ่มอาสาพัฒนาเด็ก (ชื่อในขณะนั้น) กลุ่ม WY เป็นต้น โดยแต่ละกลุ่มองค์กรก็จะรับผิดชอบในกลุ่มเป้าหมายในต่างพื้นที่ตามแต่ที่เคยปฏิบัติอยู่แต่เดิม ซึ่งในโครงการในขณะนั้นได้ตั้งชื่อเริ่มแรกว่า โครงการเพื่อนชายรุ่นใหม่ใส่ใจสุขภาพ ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Mplus โดยขยายความว่า More than man หรือมากกว่าความเป็นชายโดย มีนายพงศืธร จันทร์เลื่อน ดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการโครงการคนแรก ซึ่งโครงการได้รับการสนับสนุนหลักด้านงบประมาณจาก USAID และมีองค์กร PATH ทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนด้านเทคนิคในการทำงาน (Technical Support) และมีสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ทำหน้าที่เป็นองค์กรพี่เลี้ยง องค์กร FHI ดูแลเรื่องบริหารจัดการ จนกระทั้งถึงสิงหาคม 2550 จึงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารจัดการ โดยทางองค์กร PACT ได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ให้การสนับสนุนด้านการบริหารจัดการ เทคนิควิชาการต่างๆ ตั้งแต่ปี 2551 โดยผู้ให้ทุนยังคงเป็น USAID

            ในการทำงานหลักของโครงการเพื่อชายรุ่นใหม่ใส่ใจสุขภาพ มุ่งเน้น การส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเรื่องการป้องกันเอดส์และเอชไอวี โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายซึ่งได้แก่ กลุ่มเกย์ กะเทย และพนักงานบริการชาย ในเขตเมืองเชียงใหม่กลุ่มเป้าหมายหลักเป็นเยาวชนชายที่เป็นเกย์ กะเทยในสถานศึกษาทั้งระดับมัธยมและอุดมศึกษา กลุ่มเกย์ กะเทยที่เข้าถึงยาก ในพื้นที่สาธารณะ เช่น สวนสาธารณะ ห้องน้ำสาธารณะเป็นต้น กลุ่มพนักงานบริการชายในพื้นที่บริการ เช่น บาร์ เกย์ ซาวน่า ร้านนวด กลุ่มเกย์กะเทยหรือสาวประเภทสองในสถานศึกษา และพนักงานบริการที่ไร้สังกัดหรือสถานประกอบการ

            ปี 2552 ทางโครงการฯ ได้รับแหล่งทุนจากกองทุนโลก (Global Fund) รอบ 8 ซึ่งทำให้โครงการได้ขยายพื้นที่การทำงานและให้บริการเฉพาะตัวเมืองเชียงใหม่เป็น 5 อำเภอรอบนอกได้แก่ สันทราย สารภี ดอยสะเก็ด หางดง สันป่าตอง โดยมุ่งเน้นส่งเสริมการทำงานกับคนในชุมชน หน่วยงานภาครัฐ เช่น โรงพยาบาลอำเภอ จัดให้มีการบริการให้ความรู้ความเข้าใจในการป้องกันเอชไอวี และเอดส์ในระดับชุมชน จัดให้มีหน่วยบริการสุขภาพการตรวจเลือดหาเอชไอวีในสถานพยาบาลชุมชน เป็นต้น

            และในเดือนพฤษภาคม 2554 ทางโครงการฯ ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบโครงสร้างองค์กรเป็นนิติบุคคล จดทะเบียนเป็นมูลนิธิ โดยใช้ชื่อว่า “มูลนิธิเอ็มพลัส การบริหารจัดการในลักษณะกรรมการมูลนิธิซึ่งนางชลลิสา จริยาเลิศศักดิ์ เป็นประธานมูลนิธิ” โดยมีผู้จัดการเป็นหัวหน้าองค์กร ลักษณะการทำงานมุ่งเน้นให้ความสำคัญในประเด็นการป้องกันเอชไอวีเอดส์ และขยายประเด็นในด้านสิทธิมนุษย์ชน สิทธิทางเพศ สุขภาพทางเพศ การเคลื่อนไหวทางสังคมต่อประเด็นการตีตรา และเลือกปฏิบัติ และเน้นการทำงานเป็นเครือข่าย ภาคีมากขึ้นตลอดถึงการมีส่วนร่วมของชุมชน และทางมูลนิธิยึดหลักธรรมภิบาลเป็นหลักการสำคัญในการทำงานเป็นหลัก

            องค์กรมีวิสัยทัศน์ ในการเป็นองค์กรแกนนำและเชี่ยวชาญในด้านป้องกันเอชไอวีและเอดส์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์รวมถึงด้านสุขภาพทางเพศ และสิทธิทางเพศในกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศในระดับประเทศ ดังนั้นกิจกรรมหลักขององค์กรจึงเกี่ยวกับ การดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อการป้องกันเอชไอวีในกลุ่มชายรักชาย กลุ่มชายขายบริการ และกลุ่มสาวประเภทสอง ในจังหวัดเชียงใหม่ (ดอยสะเก็ด หางดง สันป่าตอง สันกำแพง สารภี และแม่ริ ม) โดยมีกิจกรรมผ่านศูนย์ดร็อปอิน ผ่านกิจกรรมให้ความรู้เชิงรุกแบบเพื่อนสู่เพื่อน ในการป้องกันเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมถึงการบริการด้านการส่งต่อเพื่อตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี และเพื่อรับบริการด้านโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต่างๆ

            ยิ่งไปกว่านั้น กิจกรรมอื่นๆ ของ MPLUS เช่น การผลิตสื่อต่างๆ และการประชาสัมพันธ์องค์กรและข้อมูลผ่านรายการวิทยุ เพื่อให้ความรู้ด้านการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย การป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อกลุ่มเป้าหมาย องค์กรได้มีการจัดกิจกรรมรณรงค์/การประชุม/นิทรรศการต่างๆ เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับกลุ่มเป้าหมายขององค์กรและกลุ่มประชากรทั่วไป เช่น ตำรวจ เจ้าของบาร์ เจ้าหน้าที่รัฐบาล และคุณครู