กระบวนการของกลุ่มที่ถูกเรียกว่าสาวประเภทสองที่พยายามขับเคลื่อนตัวตนของตนเองผ่านระบบคิดทางกฏหมายที่ใช้ภาษา
หรือถ้อยคำ (คำบางคำที่ดูธรรมดาแต่แฝงไปด้วยอำนาจ )ผ่าน การใช้คำนำหน้านาม(นาย
นาง นางสาว)นั้นถึงแม้นว่าผลออกมาก็ยังไม่อาจเป็นที่พอใจของพวกเราที่พยายามขับเคลื่อนเท่าใดนัก
แต่อย่างน้อยถึงแม้นไม่ผ่านหรืออนุมัติในทางกฏหมายแต่ผู้เขียนก็เข้าใจว่าพวกเราเองได้ทำให้สังคมเริ่มตระหนักถึงสิทธิของคนกลุ่มนี้มากยิ่งขึ้น
และต่อแต่นี้ไปถึงเวลาแห่งการใคร่ครวญ ในความเป็นตัวตนของพวกเราต่อท่าทีทางกฏหมายและสังคม
เรา(กลุ่มเพศทางเลือก หรือกลุ่มหลากหลายทางเพศ)กับความเป็นปัจเจกในฐานะผู้กระทำการทางสังคม(agency)
ได้ประจักษ์ถึงความจริงทางสังคม ที่อยู่บนฐานคิดของอุดมการณ์หญิงชาย และระบบปิตาธิปไตยที่จำเป็นที่จะต้องหาแนวทางในการสื่อสารในประเด็นนี้ต่อสังคมมากยิ่งขึ้นและถ้าเข้าใจแล้วอาจไม่จำเป็นต้องตราเป็นกฏหมายก็ได้เพราะมันกลายเป็นวิถีปฏิบัติทางสังคมไปแล้วสำคัญเราต้องช่วยกันหาแนวทางเหล่านั้นและทำให้ปรากฏ
การใคร่ครวญในความเป็นปัจเจกในฐานะผู้กระทำการทางสังคมของกลุ่มสาวประเภทสองนั้นจำเป็นต้องลุกขึ้นมาสำรวจและท้าทายสภาวะ
"ปัจเจกในฐานะผู้กระทำการทางสังคม"ของตนเองและกลุ่มดูว่าเราเป็น
"ปัจเจกประเภทใด"และเป็นผลผลิตจากวิถีการผลิตสร้างปัจเจกแบบไหน
สอดคล้องหรือแตกต่างจากสิ่งที่เรากำลังโต้ตอบหรือต่อรองอยู่ด้วยหรือไม่
อย่างไร เพราะนานมาแล้วที่เราพยายามขับเคลื่อนเรื่อง สิทธิของคนรักเพศเดียวกันซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชน
เราเคลื่อนไหว เราตอบโต้ และต่อรองกับปรากฏการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ทางสังคม
โดยละเว้นกระบวนการเหล่านี้กับตัวเราเองและกลุ่ม นั้นคือการเคลื่อนไหวเป็นเพียงปรากฏการณ์เล็ก
ๆ ทางสังคมของคนกลุ่มหนึ่ง ที่บางครั้งก็ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ของการมีสิทธิหรือ
การได้มาซึ่งสิทธิ มันจึงเกิดปรากกฏการณ์ที่ขัดแย้งกันเองในกลุ่มและนั้นคือข้อด้อยของการทำงานทางสังคมที่ให้เวลากับมันน้อยเกินไป
ซึ่งท้ายที่สุดก็ก่อให้เกิดสภาวะความเป็นปัจเจกภายใต้เงื่อนไขที่ไม่วิพากษณ์ตนเอง
ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับการเป็นวัตถุภายใต้คราบความรุ้สึกแบบปัจเจก(objectivizing
subjectivities)ซึ่งมีผลต่อวิธีคิด รูปแบบและศักยภาพในการเคลื่อนไหวทางสังคมของเรา
สำคัญอย่างยิ่งว่าเราจะสร้างความรู้ของสาวประเภทสอง เกี่ยวกับสาวประเภทสอง
สร้างโดยสาวประเภท และเพื่อสาวประเภทสอง ที่ไม่ปรากกฏ หรือถ้ามีก็ถูกเบียดขับให้มีสถานะเป็นเพียงแค่ความรู้ชายขอบให้กลายมาเป็นความรู้ที่มีสถานะเทียบเท่ากับความรู้ที่สร้างขึ้นโดยให้กระบวนทัศ์น์แบบบุรุษ
หรืออย่างแม้กระทั้งความรู้ทางกฏหมาย หรือพื้นที่ทางกฏหมายก็เป็นอาณาเขตของบุรุษเพศเสียเป็นส่วนใหญ่
คำถามต่อท้ายจะผลิตหรือสร้างสี่งดังกล่าวนี้ได้อย่างไร เพื่อให้การขับเคลื่อนของพวกเราต่อการได้มาซึ่งสิทธิจะได้ไม่ถูกมองเป็นอื่น
หรือทำให้สิทธิ์กลายเป็นอภิสิทธิ์อย่างแยกเขาแยกเรา...สัญญาณแห่งการทำงานทางสังคมเพื่อความเท่าเทียมกับสาวประเภทสองเริ่มแล้วครับ
พงศ์ธร จันทร์เลื่อน Mplus |