การให้ค่าความเป็นเพศที่ต่างกัน นำไปสู่การเลื่อนไหลจากความเป็นเพศ
(gender)
หนึ่งไปสู่อีกความเป็นเพศหนึ่ง
จะโดยชั่วคราวหรือถาวรก็ขึ้นอยู่กับแต่ละปัจเจกจะตัดสินใจ
หรือบางคนการไม่เลื่อนไหลความเป็นเพศก็ด้วยการประเมินค่าแล้วว่าสิ่งที่มีอยู่สามารถต่อรองกับความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีอยู่ในพื้นที่นั้นๆ
ได้
สิ่งเหล่านี้เองกลายเป็นโอกาสและความเป็นไปได้ในการเลื่อนไหลความเป็นเพศของคนเรา
เพื่อนำพาตนเองไปยังตำแหน่งที่ดีกว่าสำหรับปัจเจกบางคน
และนี่คือการปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจภายในการสร้างและสร้างใหม่ของความเป็นเพศ
ดังนั้นในกรณีการเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนคำนำหน้านามของกลุ่มสาวประเภทสองจากนายมาเป็นนางสาวนั้น
สะท้อนให้เห็นถึงวิถีคิดที่เลื่อนไหลของความเป็นเพศ
จากสถานะทางเพศที่เป็นรองจากความเป็นชายที่ถูกมองว่ามิใช่ชาย
ไปสู่สถานะทางเพศใหม่หรือความเป็นเพศใหม่ในพื้นที่ของความเป็นหญิง
แต่กระนั้นเองพื้นที่นี้ก็หาได้ว่างเปล่าไม่
แต่พอจะมีพื้นที่แบ่งปันบ้างเล็กน้อยในนามของความเป็นหญิง
ถึงแม้นว่าจะเป็นหญิงที่ถูกมองว่าเป็นรองก็ตาม
การพยายามนำพาตัวตนของตนไปสู่ตำแหน่งที่พึงใจและเข้าใจว่าดีกว่าเดิมในทุกๆ
วิถีทางนั้น คือการพยายามต่อรองความสัมพันธ์ที่มีต่อตัวตนเชิงปัจเจกกับสังคม
และหนึ่งในยุทธวิธีที่คนเราใช้ต่อรองความสัมพันธ์ระหว่างกัน
นอกเหนือจากทุนทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และอีกหลากทุนแล้ว สิ่งนั้นก็คือ
ความเป็นเพศ ด้วยเหตุนี้เอง ขอบเขตรอบรั้วความเป็นเพศ (boundaries
of gender)
จึงขยับโยกย้ายได้ท่ามกลางการปรับเปลี่ยน เลื่อนไหล
และต่อรองความสัมพันธ์ระหว่างกัน
ในขณะเดียวกันการสร้างค่าความเป็นเพศนี้ก็พยายามเปิดพื้นที่ใหม่
หรือพื้นที่ทางการต่อรอง หรือพื้นที่ทางการเมืองที่ว่าด้วยความเป็นเพศ
เพื่อขยับขยายตัวตนที่มีความเป็นเพศอย่างใหม่ในพื้นที่ใหม่
อันเป็นพื้นที่ก้าวไปจากตัวตนเดิม
และภายใต้เงื่อนไขของพื้นที่ซึ่งจำแนกเพศของคนเอาไว้แค่ "เพศชาย"
"ความเป็นชาย"
"เพศหญิง" "ความเป็นหญิง"
ก็ย่อมทำให้เกิดการสั่นคลอนต่อฐานอำนาจที่ครอบด้วยระบบปิตาธิปไตย
และอุดมการณ์หญิงชาย แต่ทางออกของรัฐ (ผู้ใช้อำนาจ)
ต่อเรื่องนี้ย่อมคาดเดาไม่ยากว่ารัฐเองก็ประนีประนอม
เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์โดยรวมของรัฐต่อท่าทีเรื่องนี้
(รัฐอาจจะไม่สนใจต่อวิถีเพศหรือความเป็นเพศ และสิทธิทางเพศของกลุ่มนี้ด้วยซ้ำ
คือรับแต่ไม่รู้ ดูแต่ไม่เห็น ฟังแต่ไม่ได้ยิน)