
—————————————————-
• Lenacapavir (เลนาคาพาเวียร์): ฉีดทุก 6 เดือน (ปีละ 2 ครั้ง) โดยเป็นการฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนังบริเวณหน้าท้อง
• Cabotegravir (คาโบทิกราเวียร์): ฉีดทุก 2 เดือน (ปีละ 6 ครั้ง) โดยเป็นการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
• แม้ว่ายา PrEP แบบกิน จะมีประสิทธิภาพดี แต่ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการมีวินัยในการกินยาทุกวันอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งในชีวิตจริง หลายคนอาจมีอุปสรรค เช่น วิถีชีวิตที่ยุ่งวุ่นวาย, การเดินทางบ่อย หรือการหลงลืมกินยา ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ระดับยาในร่างกายไม่สม่ำเสมอ และส่งผลให้ประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อลดลง ยาฉีดจึงถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหานี้โดยตรง เพราะการฉีดยาเพียงปีละ 2-6 ครั้ง ช่วยให้มั่นใจได้ว่าระดับยาจะคงที่และให้ผลการป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
• จากการศึกษาขนาดใหญ่ 2 โครงการ ได้แก่ Purpose 1 (ในกลุ่มผู้หญิง) และ Compose 2 (ในกลุ่มชายรักชายและสาวประเภทสอง) ซึ่งเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างยาฉีดป้องกัน HIV ชนิดออกฤทธิ์ยาวกับยา PrEP แบบกิน ผลลัพธ์ออกมาชัดเจนว่า:
กลุ่มที่ได้รับยาฉีด มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ HIV ได้ 100% (ไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เลย) ในขณะที่กลุ่มที่กินยายังพบผู้ติดเชื้ออยู่บ้าง
ความแตกต่างนี้ไม่ได้หมายความว่ายาแบบกินไม่มีประสิทธิภาพ แต่ชี้ให้เห็นว่ายาฉีดสามารถ ตัดปัญหาเรื่องการลืมกินยา (Adherence) ออกไปได้อย่างสิ้นเชิง ทำให้การป้องกันเชื้อเกิดประสิทธิภาพสูงสุดตามศักยภาพของยาอย่างแท้จริง
• Lenacapavir (เลนาคาพาเวียร์): ฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนังบริเวณหน้าท้อง – อาจมีอาการปวด บวม แดง ร้อนบริเวณที่ฉีด – อาจเกิดก้อนใต้ผิวหนัง ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะค่อย ๆ ยุบและหายไปใน 3-4 เดือน แต่มีส่วนน้อยที่อาจคงอยู่นานกว่านั้น
• Cabotegravir (คาโบทิกราเวียร์): ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ – ไม่ค่อยพบปัญหาเรื่องการเกิดก้อนใต้ผิวหนัง
• โครงการนำร่อง: จะเริ่มประมาณเดือน กรกฎาคม โดยได้รับการสนับสนุนจาก Global Fund สำหรับกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูงประมาณ 2,500 คน โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการให้บริการยา แต่ยังเป็นขั้นตอนสำคัญในการรวบรวมข้อมูลเชิงประจักษ์ในบริบทของประเทศไทย ทั้งด้านความคุ้มค่าและความพึงพอใจของผู้ใช้ เพื่อใช้เป็นหลักฐานผลักดันการบรรจุยาเข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ต่อไป
• การใช้ในวงกว้าง: ต้องรอให้ยาขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อน ซึ่งทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ วิชาการ และประชาสังคม กำลังร่วมมือกันผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด
1. ประหยัดงบประมาณอย่างชัดเจน: เนื่องจากราคายา Generic ที่คาดการณ์ไว้ ถูกกว่า ยา PrEP แบบกินที่ สปสช. จัดหาในปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ยาตัวนี้เข้าเงื่อนไขการพิจารณาในช่องทางพิเศษ หรือ “Green Channel” ของ สปสช. ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการอนุมัติเพื่อเข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์รวดเร็วยิ่งขึ้น
2. ความร่วมมือที่เข้มแข็ง: มีการประสานงานกันระหว่างสมาคมโรคเอดส์ฯ, ภาคประชาสังคม และ สปสช. ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมและผลักดันให้ยาเข้าสู่ระบบสิทธิประโยชน์ให้เร็วที่สุดทันทีที่ผ่านการอนุมัติจาก อย.
• สำหรับผู้ใช้บริการ: ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนยุคใหม่ เพิ่มทางเลือก และขจัดภาระการต้องกินยาทุกวัน ทำให้การป้องกันเป็นเรื่องง่ายและมีประสิทธิภาพสูงสุด
• สำหรับระบบสาธารณสุข: ลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ และลดความแออัดในสถานพยาบาล เพราะผู้รับบริการมาพบแพทย์น้อยครั้งลง (จากทุก 3 เดือน เหลือเพียงปีละ 2 ครั้ง)
• สำหรับนโยบายระดับชาติ: ด้วยราคาต่อหน่วยที่ถูกลง ทำให้รัฐสามารถขยายการเข้าถึงการป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงให้ครอบคลุมประชากรกลุ่มเสี่ยงได้กว้างขึ้น ซึ่งจะนำพาประเทศไทยเข้าใกล้เป้าหมายการยุติเอดส์ได้เร็วขึ้น
1. ประสิทธิภาพสูง: ป้องกันเชื้อ HIV ได้ดีเยี่ยม เพราะแก้ปัญหาเรื่อง “การลืมกินยา” ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญของยา PrEP แบบกิน
2. อนาคตสดใสในไทย: กำลังจะมีโครงการนำร่องในเดือนกรกฎาคม และมีแนวโน้มสูงที่จะเข้าถึงได้ในราคาที่ ถูกกว่า ยา PrEP แบบกินในปัจจุบัน พร้อมโอกาสเข้าสู่สิทธิประโยชน์ของ สปสช. อย่างรวดเร็ว
3. เป็นทางเลือก ไม่ใช่สิ่งทดแทนทั้งหมด: ยาฉีดเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ทรงพลังในการป้องกัน HIV แต่ไม่ได้มาเพื่อแทนที่การป้องกันแบบอื่น และที่สำคัญที่สุด ผู้ใช้ยังจำเป็นต้อง ใช้ถุงยางอนามัยควบคู่กันเสมอ เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ