5 บุคคลที่เป็น “ไอคอน” ผู้รันวงการ LGBTQ+ ระดับโลก

     ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ Pride Month หรือเดือนมิถุนายนที่มาพร้อมกับการเฉลิมฉลองความภูมิใจของชาว LGBTQ+ (กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ) ควบคู่ไปกับการรณรงค์ด้านสิทธิและความเท่าเทียมทางเพศ คาดว่าตอนนี้รอบตัวของผู้อ่านคงเต็มไปด้วยสีสันและความสวยงามจากสีรุ้งอยู่อย่างแน่นอน

     แต่กว่าจะมาเป็นการเฉลิมฉลองความภาคภูมิใจอย่างทุกวันนี้ ในอดีตชาว LGBTQ+ ต่างต้องเจอการตีตรา การเลือกปฏิบัติ การกดขี่ข่มเหง และการโดนเหยียดหยามอย่างมากมาย การเปิดเผยตัวตนหรือ Come Out ต่อสาธารณะว่าเป็นชาว LGBTQ+ นับว่าท้าทายและตึงเครียดอย่างมาก ทำให้หลายคนเลือกที่จะเก็บเป็นความลับ แต่ยังมีคนอีกบางส่วนที่กล้าจะแสดงตัวตนออกมา และลุกขึ้นต่อสู้กับความไม่เท่าเทียมทางเพศที่เกิดขึ้น ซึ่งช่วยสร้างขวัญกำลังใจในการใช้ชีวิตของชาว LGBTQ+ อย่างมาก

     ในวาระดีนี้ ทางเอ็มพลัสจึงขอพาผู้อ่านไปรู้จักกับ 5 บุคคลระดับโลกในอดีต ที่ได้มอบความกล้าหาญและแรงบันดาลใจให้แก่ชาว LGBTQ+ จนถึงทุกวันนี้

มาร์ชา พี. จอห์นสัน (Marsha P. Johnson)

หญิงข้ามเพศผู้เริ่มต้นเรียกร้องสิทธิและความเท่าเทียมทางเพศของชาว LGBTQ+

     มาร์ชา พี. จอห์นสัน เกิดวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 1945 ที่เมืองเอลิซาเบธ รัฐนิวเจอร์ซีย์ เพศกำเนิดชาย เธอเติบโตในครอบครัวชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันชนชั้นแรงงานที่เคร่งด้านศาสนา เธอชอบการแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสตรีและชุดเดรสตั้งแต่เด็ก แต่มักโดนเด็กคนอื่น ๆ กลั่นแกล้งกดดันให้เลิกแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสตรี จนกระทั่งจบการศึกษาจากโรงเรียน เธอจึงย้ายเข้าเมืองนิวยอร์กและกลับมาแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสตรีอีกครั้ง และใช้ชื่อ มาร์ชา พี. จอห์นสัน (Marsha P. Johnson) โดย P มาจากคำว่า Pay It No Mind แปลไทยได้ว่า ปล่อยผ่าน/อย่าใส่ใจ ซึ่งเป็นคติของเธอไว้ใช้ในการตอบคำถามสำหรับเพศของเธอ หรือการปฏิเสธที่จะอยู่ในกรอบทางเพศที่ตายตัว เธออธิบายตัวเธอว่าเป็นคนรักร่วมเพศ (Gay Person) คนแต่งกายข้ามเพศ (Transvestite) และแดร็กควีน (Drag Queen) โดยใช้สรรพนาม she/her

     ด้วยสถานการณ์ของรัฐนิวยอร์กในตอนนั้น LGBTQ+ ยังไม่มีการยอมรับและยังคงถูกกดขี่ข่มเหง ทำให้เธอหางานได้ยาก จึงผันตัวมาค้าบริการทางเพศ (Sex Work) ซึ่งถูกทำร้ายโดยผู้ใช้บริการและถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจบ่อยครั้ง นอกจากนี้ยังเป็นพนักงานเสิร์ฟและแสดงในโชว์แดร็ก

     จอห์นสันในวัย 17 ปี ได้พบกับ ซิลเวีย ริเวรา (Sylvia Rivera) เด็กหญิงข้ามเพศชาวเปอร์โตริโกวัย 11 ปี และได้เป็นเพื่อนกัน จอห์นสันชอบที่จะสนับสนุนให้ริเวรารักตัวเองและอัตลักษณ์ของตนเอง

     ชีวิตของจอห์นสันเปลี่ยนไปเมื่อได้เข้าไปพัวพันกับสถานการณ์ความวุ่นวายที่สโตนวอลล์อินน์ (The Stonewall Inn) ในวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1969 ตำรวจบุกเข้าบาร์และจับกุมลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นชายรักร่วมเพศ จอห์นสันไม่พอใจอย่างมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่พอใจกับการกดขี่ข่มเหงทางเพศที่เธอเจอในทุกวัน จอห์นสันและริเวราจึงเป็นผู้นำในการประท้วงอยู่หลายครั้ง

     การบุกโจมตีสโตนวอลล์ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของคนรักร่วมเพศ ขบวนพาเหรดคนรักร่วมเพศ (Gay Pride Parade) ได้เกิดครั้งแรกในปี ค.ศ. 1970 และกลุ่มผู้คนเรียกร้องสิทธิของคนรักร่วมเพศได้เกิดข้ึน โดยพบว่าจอห์นสันมีส่วนร่วมในการเริ่มต้นของกลุ่มการเรียกร้องสิทธิอีกด้วย ต่อมาจอห์นสันและริเวราได้ก่อตั้ง Street Transvestite Action Revolutionaries (STAR) องค์กรที่อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือเยาวชนข้ามเพศที่ถูกครอบครัวทอดทิ้ง และก่อตั้ง STAR House สถานที่ให้เยาวชนข้ามเพศสามารถพักอาศัยได้อย่างปลอดภัย

     อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงประวัติบางส่วนของมาร์ชา พี. จอห์นสัน จะเห็นได้ว่าเธอมีส่วนสำคัญอย่างมากในการเรียกร้องสิทธิและความเท่าเทียมทางเพศของชาว LGBTQ+ ในอดีต อีกทั้งเธอน่าจะเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจและความกล้าให้กับอีกหลากหลายชีวิตอย่างแน่นอน

เฟรดดี เมอร์คิวรี (Freddie Mercury)

ร็อกสตาร์ผู้ก้าวข้ามกรอบทางเพศในการแสดงบนเวที

     เฟรดดี เมอร์คิวรี เกิดวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 1946 ในแซนซิบาร์ (Zanzibar) โดยมีชื่อเดิมว่า ฟาร์รอค บุลซารา (Farrokh Bulsara) เขาเติบโตในครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างมั่งคั่ง มีพี่เลี้ยงเด็กและคนงานมากมาย ทั้งนี้จะพบว่าพ่อแม่ของเขาเป็นชาวปาร์ซี (Parsees) หรือชาวเปอร์เซียที่นับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์ (Zoroastrian religion/Zoroastrianism) ซึ่งมีความเชื่อว่าการเป็นคนรักร่วมเพศถือเป็นการบูชาปีศาจ อีกทั้งสังคมในช่วงเวลาที่เขาเกิดต่างมองว่าการชอบเพศเดียวกันเป็นอาการป่วยทางจิต และเรื่องราวเกี่ยวกับคนรักร่วมเพศแทบไม่มีการนำเสนอบนสื่อ แต่ทั้งนี้พบว่ามีข้อมูลจากหลายแหล่งบอกว่าเขาอาจเป็นไบเซ็กชวล (Bisexual) เนื่องจากเขามีการคบหาทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แต่ก็ไม่มีการเปิดเผยตัวตนอย่างชัดเจน

     เขาเรียนรู้เกี่ยวกับดนตรีตั้งแต่ 8 ขวบ และในปี ค.ศ. 1971 เขาได้ฟอร์มวงดนตรีร็อกขื่อ Queen ร่วมกับนักดนตรีท่านอื่น ๆ พร้อมปล่อยซิงเกิลที่โ่ด่งดังมากมาย ตัวอย่างเพลงที่ดังจนถึงปัจจุบัน เช่น We Are the Champions และ We Will Rock You โดยเมอร์คิวรีเป็นผู้ที่เสนอชื่อวง Queen ซึ่งนับเป็นคำดูถูกเหยียดหยามชายรักร่วมเพศในช่วงเวลานั้น

     การแสดงบนเวทีของเขาท้าทายบรรทัดฐานกรอบทางเพศของสังคม เขาเลือกสวมใส่ชุดรัดรูป เสื้อคลุมปีกนางฟ้า กางเกงขาสั้นรัดรูป และชุดหนังหรือพีวีซี ซึ่งชวนให้นึกถึงภาพลักษณ์นักบิดมอเตอร์ไซค์ที่นิยมในไนต์คลับเกย์ นอกจากนี้เขายังใช้ดนตรีเพื่อแสดงตัวตนของเขา โดย ทิม ไรซ์ (Tim Rice) นักแต่งเพลงชื่อดังกล่าวว่า เพลง Bohemian Rhapsody ที่แต่งโดยเมอร์คิวรีอาจเป็นเพลงที่เปิดเผยตัวตนทางเพศ โดยตีความจากเนื้อหาอย่างท่อน “Mama, just killed a man” อาจตีความได้ว่า เขาทิ้งความเป็นชายของตัวเอง แต่ก็ไม่มีการยืนยันการตีความเพลงจากเมอร์คิวรีในลักษณะนี้ ถึงแม้การเป็นร็อกสตาร์จะทำให้เขาสามารถแสดงตัวตนออกนอกกรอบทางเพศได้ แต่ในชีวิตของเขาเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการตอบคำถามตรง ๆ ในความชอบทางเพศ เพื่อรักษาความปลอดภัยของวง Queen ให้ดำเนินต่อไป

     ถึงแม้เฟรดดี เมอร์คิวรีจะไม่มีการเปิดเผยตัวตนทางเพศของเขาอย่างชัดเจนตลอดชีวิตของเขา แต่เชื่อว่าการแสดงบนเวทีและการบรรเลงเพลงของเขาได้สร้างความประทับใจและมอบความกล้าให้กับชาว LGBTQ+ อย่างแน่นอน

ฮาร์วีย์ มิลก์ (Harvey Milk)

นักการเมืองรักร่วมเพศผู้อุทิศตนเพื่อสังคม

     ฮาร์วีย์ มิลก์ เกิดวันที่ 22 พฤษภาคม ค.ศ. 1930 ที่วูดเมียร์ รัฐนิวยอร์ก เขาเติบโตจากครอบครัวชาวยิวชนชั้นกลางขนาดเล็กซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งศาสนสถานของชาวยิว และเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในชุมชนชาวลิทแวก (Litvaks) ในนิวยอร์ก ฐานะผู้มีส่วนร่วมกิจกรรมเพื่อสังคม

     เขารู้ตัวว่าเป็นคนรักร่วมเพศตั้งแต่อายุยังน้อย เขาปกปิดความชอบทางเพศของเขา รวมถึงปกปิดความชอบอื่น ๆ ที่อาจทำผู้อื่นสงสัยในเรื่องเพศของเขา เช่น ความชอบโอเปร่า โดยเขาปกปิดความชอบผ่านการเล่นกีฬาอย่างฟุตบอลและบาสเกตบอล และเพราะไหวพริบด้านอารมณ์ขันของเขาทำให้เขากลายเป็นที่นิยมในหมู่เพื่อนร่วมชั้น อีกทั้งขณะที่เขาเรียนได้เขียนคอลัมน์ยอดนิยมในหนังสือพิมพ์นักศึกษา โดยตั้งคำถามประเด็นด้านความหลากหลาย (Diversity) ผ่านการสะท้อนบทเรียนจากสงครามโลกครั้งที่สองที่เพิ่งสิ้นสุดลง นอกจากนี้ช่วงต้นทศวรรษ 1970 ในช่วงวัยทำงานของเขาได้เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองและการเคลื่อนไหวเพื่อสังคมมากขึ้น รวมถึงได้เข้าร่วมประท้วงต่อต้านสงครามเวียดนาม

     ในปี ค.ศ. 1972 มิลก์ได้เปิดร้านขายกล้องร่วมกับคนรักของเขาบนถนนแคสโตรในซานฟรานซิสโก ซึ่งอยู่ใจกลางชุมชนคนรักร่วมเพศของเมือง แต่ก็โดนพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่บางส่วนพยายามขัดขวางไม่ให้เขาเปิดร้านค้า มิลก์และเจ้าของธุรกิจไม่กี่คนจึงก่อตั้งสมาคมหมู่บ้านคาสโตร (Castro Village Association) ซึ่งเป็นการจัดตั้งสมาคมโดยกลุ่ม LGBTQ+ ครั้งแรกในประเทศ และกลายเป็นฐานอำนาจที่มีประสิทธิภาพสำหรับพ่อค้าแม่ค้าที่เป็นคนรักร่วมเพศ และเป็นต้นแบบสมาคมสำหรับ LGBTQ+ แก่ชุมชนอื่น ๆ ในสหรัฐอเมริกา

     เขาเริ่มลงเลือกตั้งเพราะอยากแก้ไขปัญหาภาษีที่ไม่เป็นธรรมสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งมิลก์ได้ลงเลือกตั้งถึง 4 ครั้ง โดยได้ชนะการเลือกตั้งในครั้งที่ 4 ปี ค.ศ. 1977 และเข้าร่วมบอร์ดบริหารในซานฟรานซิสโก โดยเปิดเผยอย่างชัดเจนว่าเป็นคนรักร่วมเพศ และในระหว่างดำรงตำแหน่งเขายังมีการเข้าร่วมการประท้วงเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ ผลงานสำคัญของเขา คือ การผลักดันร่างกฎหมายห้ามเลือกปฏิบัติทางเพศในบริการสาธารณะ ที่อยู่อาศัย และการจ้างงาน โดยทั้งนี้จะพบว่าเขาไม่ได้เพียงทำงานเพื่อกลุ่มคนรักร่วมเพศเท่านั้น แต่เขายังมีการเข้าร่วมการรณรงค์เรียกร้องสิทธิเพื่อผู้ด้อยโอกาสอื่น ๆ ในสังคม เช่น กลุ่มชนชั้นแรงงาน คนพิการ คนผิวดำ คนเอเชีย นั่นทำให้เขากลายเป็นที่รักของใครหลาย ๆ คน

     นี่เป็นเพียงประวัติบางส่วนของฮาร์วีย์ มิลก์ และยังมีเรื่องราวอีกมากที่ยังไม่ถูกร้อยเรียงในบทความนี้ แต่เพียงประวัติข้างต้นก็ทำให้รู้ว่าเขามีใจรักในการทำงานเพื่อสังคม และทำให้เห็นว่าเขาเป็นที่รักของผู้คนมากมายขนาดไหน นับว่าเป็นบุคคลสำคัญของชาว LGBTQ+ ที่น่าจดจำเป็นอย่างมาก

เจมส์ บอลด์วิน (James Baldwin)

นักเขียนผู้สร้างสรรค์พื้นที่แห่งความเท่าเทียมด้วยความกล้าหาญ

     เจมส์ บอลด์วิน เกิดในวันที่ 2 สิงหาคม ค.ศ. 1924 ที่ฮาร์เล็ม (Harlem) ย่านยากจนในนิวยอร์ก เติบโตมาพร้อมกับพ่อเลี้ยงผู้เป็นนักเทศน์ที่เข้มงวด อาศัยในสภาพยากจน ผิวดำ และเป็นคนรักร่วมเพศ ซึ่งเขาอาศัยในประเทศที่ต่อต้านทั้ง 3 สิ่งที่เขาเป็น

     ในวัยเด็กที่โรงเรียนเขาได้รับการสนับสนุนการเรียนรู้จากครูที่มีแนวคิดเสรีนิยม (Liberal) และสตรีนิยม (Feminist) ทั้งครูที่เป็นผิวขาวและผิวดำ อีกทั้งสมัยเรียนเขาได้เขียนบทความในนิตยสารของโรงเรียน และเมื่ออายุ 14 ปี บอลด์วินได้เข้าเป็นนักเทศน์ที่โบสถ์ ซึ่งเขามีเอกลักษณ์การเทศน์ที่โดดเด่น ทำให้โบสถ์ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก แต่แล้วเขาก็เริ่มตั้งคำถามความถูกต้องของพระคัมภีร์และโบสถ์ที่ใช้ความสามารถของเขาในทางที่ผิด หลังจากการเทศน์ 3 ปีจึงลาออกมา โดยในระหว่างนั้นเขาก็ได้มีผลงานเขียนต่าง ๆ ที่เกี่ยวทัศนคติของเขากับศาสนาอีกด้วย

     ในปี ค.ศ. 1948 สถานการณ์ที่สหรัฐอเมริกามีปัญหาเกี่ยวกับเชื้อชาติและความเกลียดชังรักร่วมเพศ ทำให้บอลด์วินเลือกจะย้ายเข้ามาอาศัยที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส นั่นทำให้เขามีอิสระในงานเขียนและใช้ชีวิตอย่างเปิดเผยได้มากขึ้น โดยพบว่าบอลด์วินไม่ได้ตีกรอบทางเพศตนเอง และในระหว่างนั้นเขาได้ออกงานเขียนทั้งนวนิยายและบทความหลากหลายเล่ม เนื้อหาโดยส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับศาสนา เชื้อชาติ หรือแม้แต่คนรักร่วมเพศ ตัวอย่างหนังสือของเขา คือ Go Tell It On the Mountain นวนิยายที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับศาสนาและชาวแอฟริกัน-อเมริกัน หรือ Giovanni’s Room นวนิยายที่มีตัวละครหลักเป็นคนรักร่วมเพศ ซึ่งพบว่ามีนักเขียนบางส่วนเตือนเขาว่าไม่ควรเผยแพร่งานเขียนด้านนี้ออกมา เพราะอาจทำลายชื่อเสียงของตัวเขาได้ แต่บอลด์วินเลือกที่จะท้าทายทำมันต่อไปและใช้ชื่อจริงของเขาในงานเขียนอีกด้วย ซึ่งกลายเป็นว่างานเขียนของเขาเป็นที่สนใจและเกิดการถกเถียงกันอย่างมาก นั่นทำให้บอลด์วินเป็นที่รู้จักมากขึ้น

     งานเขียนของเขาหลายชิ้นสะท้อนปัญหาและสถานการณ์รอบตัวที่เขาได้เจอ มันสร้างการถกเถียงอย่างมากมาย ทั้งปัญหาการเหยียดเชื้อชาติ หรือปัญหาการใช้ชีวิตของคนรักร่วมเพศ และนอกจากงานเขียนของเขาที่สร้างผลกระทบต่อสังคม บอลด์วินยังคงมีส่วนร่วมและช่วยจัดกิจกรรมเพื่อเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมือง เขาได้เข้าร่วมการโต้วาทีกับกลุ่มอนุรักษ์นิยมและผู้สนับสนุนการแบ่งแยกเชื้อชาติ และในช่วงบั้นปลายชีวิต เขาได้สอนในมหาวิทยาลัยและมีอิทธิพลต่อนักเขียนรุ่นใหม่ต่อไป

     เรื่องราวและผลงานข้างต้นเป็นเพียงชีวิตบางส่วนของเจมส์ บอลด์วิน แต่นั่นก็มากพอที่จะแสดงให้เห็นได้ว่าเขากล้าหาญในการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพอย่างต่อเนื่องผ่านตัวอักษรและวาทศิลป์ของเขา เป็นบุคคลสำคัญของชาว LGBTQ+ ที่น่านับถือเป็นอย่างมาก และเชื่อว่าเขาคือสัญลักษณ์ของตัวแทนความกล้าหาญให้กับผู้คนต่อ ๆ ไปอย่างแน่นอน

เมแกน ราพิโน (Megan Rapinoe)

นักกีฬาผู้ต่อสู้กับระบบชายเป็นใหญ่และกิจกรรมเพื่อความเท่าเทียม

     เมแกน ราพิโน เกิดวันที่ 5 กรกฎาคม ค.ศ. 1985 ที่เรดดิ้ง รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เธอเป็นอดีตนักกีฬาที่สร้างชื่อเสียงในการเล่นฟุตบอลมาอย่างมากมาย การันตีผ่านรางวัลที่เธอได้รับ เธอช่วยทีมชาติหญิงสหรัฐอเมริกา (U.S. Women’s National Team: USWNT) คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกหญิง (Women’s World Cups) ในปี ค.ศ. 2015 และ ค.ศ. 2019 รวมถึงคว้าเหรียญทองโอลิมปิก 2012 ที่ลอนดอน และเหรียญทองแดงโอลิมปิก 2020 ที่โตเกียว อีกทั้งเธอได้รับรางวัลนักฟุตบอลหญิงยอดเยี่ยมแห่งปีจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (Fédération Internationale de Football Association: FIFA) ในปี ค.ศ. 2019

     เธอเป็นคนที่ตรงไปตรงมา ไม่เกรงกลัว และไม่ยอมก้มหัวให้กับระบบชายเป็นใหญ่ การที่เธอเข้ามาในวงการกีฬาซึ่งมีการดูถูกเหยียดหยามเพศหญิง และ LGBTQ+ อีกทั้งกล้าที่จะเปิดเผยตัวตนว่าเป็นหญิงรักร่วมเพศหรือเลสเบี้ยน (Lesbian) อย่างภาคภูมิใจนั้นสร้างความแรงบันดาลใจให้ผู้คนมากมายอย่างยิ่ง

     ที่น่าสนใจคือเธอใช้ประโยชน์จากความโด่งดังของเธอในการรณรงค์และเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ เพื่อสร้างความเท่าเทียมให้กับกลุ่ม LGBTQ+ และสนับสนุนความยุติธรรมระหว่างเชื้อชาติอีกด้วย โดยในปี ค.ศ. 2016 เธอเป็นผู้หญิงผิวขาวคนแรกที่คุกเข่าระหว่างบรรเลงเพลงชาติ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงการประท้วงการเหยียดเชื้อชาติและความโหดร้ายของตำรวจต่อชาวแอฟริกัน-อเมริกัน และในปี ค.ศ. 2019 ราพิโนร่วมกับเพื่อนนักกีฬาจาก USWNT หลายคนฟ้องร้องสหพันธ์ฟุตบอลสหรัฐฯ ที่มีการเลือกปฏิบัติทางเพศ และเรียกร้องค่าตอบแทนเทียบเท่ากับทีมฟุตบอลชายของสหรัฐฯ

     แม้บทความนี้จะกล่าวถึงประวัติของเมแกน ราพิโนเพียงบางส่วน และยังมีกิจกรรมอื่น ๆ อีกที่เธอได้แสดงออกเพื่อรณรงค์และเรียกร้องสิทธิเพื่อความเท่าเทียมให้กับ LGBTQ+ รวมถึงกลุ่มอื่น ๆ แต่เพียงแค่ในบทความนี้ก็ทำให้รู้ว่าความกล้าหาญ การไม่ก้มหัวให้กับระบบชายเป็นใหญ่ และการแสดงออกเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมของเธอได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนอีกมากมาย และผู้คนจะยังคงติดตามผลงานอื่น ๆ ของเธอต่อไปในอนาคตอย่างแน่นอน

คณะผู้จัดทำบทความ
สร้างสรรค์เนื้อหาและภาพ: นภสร ริยะกาศ (Napasorn Riyakad)
ค้นคว้าและเรียบเรียง: ศุภพล ทับทิมศรี (Suppapon Tubtimsri)

แหล่งข้อมูลอ้างอิง